ระบาดหนัก! ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1) ควรรับมือยังไงดี?

นอกจากโรคโควิด-19 ที่ยังต้องเฝ้าระวังแล้ว ก็ได้มีโรคประจำฤดูกาลเข้ามาระบาดซ้ำอีก! นั่นก็คือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1) โดยเฉพาะในสถานศึกษา ตามโรงเรียนต่าง ๆ ที่เมื่อเปิดเทอมแล้ว ก็พบเด็กป่วยโรคนี้กันมากขึ้น และเพื่อความไม่ประมาท มาเรียนรู้ถึงที่มาที่ไปของโรคนี้กัน ว่าจะมีสาเหตุ อาการ วิธีรักษา และป้องกันอย่างไร

decolgen ดีคอลเจน

ทำความรู้จักกับ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1)

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 ชื่อภาษาอังกฤษ “Influenza A (H1N1) หรือ “A(H1N1)pdm09” หรืออาจเรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่จากสุกร (Swine Influenza)” เป็นโรคที่แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน เริ่มพบเมื่อ ค.ศ. 2009 หรือ พ.ศ. 2552 ที่ประเทศเม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา และได้ระบาดไปอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน

เชื้อสาเหตุ

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1 เกิดจากการผสมผสานของไวรัสสายพันธุ์ของคน หมู และนก

การแพร่ติดต่อ

โรคนี้ติดต่อระหว่างคนสู่คน เหมือนโรคไข้หวัดใหญ่อื่น ๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เชื้อไวรัสนี้จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และผู้ติดเชื้อ สามารถแพร่ไปยังผู้อื่นโดยการ ไอ หรือจาม รดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือ และสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ นอกจากนี้เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก และตา เช่น การแคะจมูก ขยี้ตา ที่สำคัญ ผู้ที่มีอาการรุนแรง และถึงแก่กรรมมักจะอยู่ในช่วงอายุ 20-40 ปี

ระยะติดต่อ (หมายถึง ระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น)

1 วันก่อนเกิดอาการ 5 วันหลังจากมีอาการในเด็ก อาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้ นาน 10 วัน

อาการป่วย ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1) มีอะไรบ้าง?

อาการไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ จะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป (Common cold) แต่จะมีอาการรุนแรงกว่า และรวดเร็วกว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1-3 วัน (น้อยรายที่นานถึง 7  วัน) ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

โดยส่วนใหญ่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1) จะมีอาการไม่รุนแรง อาการจะทุเลา และหายป่วยภายใน 5-7 วัน แต่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะโรคปอด โรคหัวใจ โรคเรื้อรังต่าง ๆ อาจส่งผลให้เกิดอาการปอดบวม ปอดอักเสบรุนแรง หายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หัวใจวาย และเสียชีวิตได้

4 โรคยอดฮิต

วิธีรักษา ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (H1N1)

การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส คือ ยาโอลเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) เป็นยาชนิดกิน หากผู้ป่วยได้รับยาภายใน 2 วันหลังเริ่มป่วย จะให้ผลการรักษาที่ดี แต่ควรใช้เท่าที่จำเป็นและภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพราะหากใช้พร่ำเพรื่อเชื้ออาจดื้อยาได้

ผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย เช่น มีไข้ตํ่า ๆ และยังรับประทานอาหารได้ อาจไปพบแพทย์ที่คลินิก หรือขอรับยา และคำแนะนําจากเภสัชกรใกล้บ้าน และดูแลรักษากันเองที่บ้าน ดังต่อไปนี้

  • รับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ เป็นต้น
  • เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้องเป็นระยะ
  • หมั่นจิบน้ำให้ได้ตลอดทั้งวัน งดดื่มนํ้าเย็น
  • พยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และกลืนได้ง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก ผลไม้ เป็นต้น
  • นอนหลับพักผ่อนมาก ๆ ในห้องที่อากาศถ่ายเทดี
  • ไม่จําเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งต้องรับประทานยาจนหมด ตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยา

แพทย์แนะ! ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดอาการรุนแรงได้

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า “การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากจะช่วยลดความรุนแรงของการป่วย และการเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากการติดเชื้อของทั้ง 2 โรค และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่”

วัคซีนไข้หวัดใหญ่สามารถฉีดได้ตลอดปี แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสม คือ ก่อนฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม) และก่อนฤดูหนาว (เดือนตุลาคม) เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีการระบาด

สำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงที่มีสิทธิรับบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรี ได้แก่

  1. หญิงมีครรภ์ (แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เมื่อมีอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป)
  2. เด็กอายุ 6 เดือนถึง 2 ปี
  3. ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค (โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน)
  4. ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  5. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
  6. โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  7. โรคอ้วน มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป หรือดัชนีมวลกายมากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

วิธีป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ-แพร่เชื้อ ไข้หวัดใหญ่

  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ หากต้องดูแลผู้ป่วย ควรสวมหน้ากากอนามัย เมื่อดูแลเสร็จ ควรรีบล้างมือด้วยนํ้า และสบู่ให้สะอาดทันที
  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ในที่สาธารณะ
  • สวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ เมื่อต้องเดินทางไปยังสถานที่เสี่ยงติดโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล เป็นต้น
  • ปิดปาก และจมูกเวลาไอ หรือจามด้วยกระดาษทิชชู่ แล้วทิ้งขยะทันที (ในกรณีที่ไม่มีกระดาษทิชชู่ ควรปิดปาก และจมูก ด้วยต้นแขนเสื้อ) เพื่อไม่ให้เชื้อโรคสัมผัสกับมือ หรือแพร่กระจายในอากาศ
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อนอาหาร ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่
  • ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น

 

อ้างอิง : 1. si.mahidol 2. nkp-hospital 3. en.wikipedia 4. ekachaihospital 5. กรมควบคุมโรค

บทความที่เกี่ยวข้อง

คุณสนใจเรื่องสุขภาพ อะไรบ้าง?

Subscription

  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.
Ask the Expert Close