โรคไข้หวัด โรคยอดฮิตตลอดทั้งปี! – สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการป้องกัน

โรคไข้หวัด

โรคไข้หวัด เป็นโรคที่ทุกคนต้องเคยเป็นกันมาบ้าง บางคนเป็นบ่อย บางคนนาน ๆ จะเป็นสักที แต่โรคนี้สามารถเป็นได้ทั้งปี ถึงแม้จะเป็นโรคที่ไม่ถึงกับอันตรายอะไรนัก แต่ก็สร้างความรำคาญให้แก่เราไม่น้อย งั้นมาดูกันว่า โรคนี้จะมี สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา อย่างไรบ้าง...

ดีคอลเจน

โรคไข้หวัด มีสาเหตุจากอะไร?

ไข้หวัด หรือ ไข้หวัดทั่วไป (Common Cold) คือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณ ทางเดินหายใจส่วนบน เช่นจมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง โดยเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัด มีสายพันธุ์ย่อย ๆ มากกว่า 200 ชนิด เลยทีเดียว

ทั้งนี้ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดได้มากที่สุด คือ ไรโนไวรัส (Rhinovirus - คำว่า Rhino แปลว่า จมูก ไรโนไวรัส เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคกับจมูก) เป็นเชื้อไวรัสที่พบมากที่สุดในมนุษย์ และเป็นสาเหตุสำคัญของไข้หวัด โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้ มีความหลากหลายทางสายพันธุ์มาก

เมื่อร่างกายของเราหายจากไข้หวัดแล้ว ร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนั้นขึ้นมา แต่เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดครั้งใหม่ก็มักจะเกิดจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ หมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ จึงทำให้คนเราเป็นไข้หวัดกันได้ปีละหลายครั้ง

อนึ่ง โรคไข้หวัดสามารถเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน แต่โดยมากแล้วจะเกิดจากเชื้อไวรัสสะส่วนใหญ่


อาการต่าง ๆ ของไข้หวัด

เมื่อเริ่มมีอาการไข้หวัด ความรุนแรงของอาการจะมีมากในช่วง 2-3 วันแรก ก่อนจะค่อย ๆ ทุเลาลง โดยอาการของไข้หวัด จะมีดังต่อไปนี้

- มีไข้ต่ำ ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นพัก ๆ ปวดศีรษะเล็กน้อย (ในเด็กอาจมีไข้สูงเฉียบพลัน ในผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้ก็ได้) อาการไข้มักเป็นอยู่ 2 - 4 วัน แล้วก็จะหายไปเอง

- น้ำมูกไหล มักเป็นน้ำมูกใส ๆ ไม่ข้น
* ในรายที่ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกเข้มข้นเหลือง หรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง หรือไอมีเสมหะสีเหลือง หรือเขียวทุกครั้ง

- คัดจมูก หายใจได้ไม่สะดวกเนื่องจากจมูกบวม

- ไอแห้ง ๆ หรือไอมีเสมหะเล็กน้อย ลักษณะใส หรือขาว ๆ จามบ่อยครั้ง แม้ไข้หวัดจะดีขึ้นแล้วแต่ผู้ป่วยอาจมีอาการไออยู่ต่อไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะหายเป็นปกติ

- เสียงแหบ

- ปวดศีรษะ หรือปวดหู หากมีอาการปวดหูมาก ๆ อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่หู

- ปวดกล้ามเนื้อเล็กน้อย

- มีอาการระคายเคืองที่ดวงตา หรือมีตาแดง ขี้ตา


ไข้หวัด VS ไข้หวัดใหญ่ แตกต่างกันอย่างไร?

เชื่อว่าหลายคนสับสันระหว่าง อาการของไข้หวัดทั่วไป กับ ไข้หวัดใหญ่ มีอาการแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มาดูวิธีสังเกตกัน

1. สาเหตุ

ไข้หวัดทั่วไป - เกิดจากเชื้อไวรัสหลายสายพันธุ์ (ไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดได้มากที่สุด คือ ไรโนไวรัส)

ไข้หวัดใหญ่ - เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา

2. อาการไข้

ไข้หวัดทั่วไป - เป็นไข้ต่ำ ๆ

ไข้หวัดใหญ่ - ไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส 2-4 วัน (อาจมีอาการหนาวสั่น)

3. ไอ จาม เจ็บคอ

ไข้หวัดทั่วไป - จาม เจ็บคอบ่อย มีอาการไอแห้ง ๆ หรืออาจมีเสมหะสีขาวไม่มากนัก

ไข้หวัดใหญ่ - ไอบ่อย ไอรุนแรง จาม เจ็บคอ คออักเสบได้

4. ปวดหัว

ไข้หวัดทั่วไป - อาจปวดศีรษะเพียงเล็กน้อย

ไข้หวัดใหญ่ - ปวดหัวมาก และปวดตามตัว

5. คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง

ไข้หวัดทั่วไป - อาจคลื่นไส้ ท้องเสียได้บ้าง

ไข้หวัดใหญ่ -คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง

6. วิธีรักษา

ไข้หวัดทั่วไป - กินยาลดไข้ นอนพักผ่อนมาก ๆ หายได้ใน 2-4 วัน

ไข้หวัดใหญ่ -กินยาฆ่าเชื้อไวรัส / ยาลดไข้ หายได้ใน 1-2 สัปดาห์

โรคไข้หวัด

อ่านเพิ่มเติม – -> ภูมิแพ้ VS ไข้หวัด แตกต่างกันอย่างไร?


ใครมักเสี่ยงเป็นไข้หวัดได้บ่อย?

ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ มักเป็นไข้หวัดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ได้แก่

- เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีความเสี่ยงป่วยด้วยไข้หวัดสูง เนื่องจากเด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ค่อยได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกสุขลักษณะ

- ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยเรื้อรัง หรือมีภาวะสุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยไข้หวัดได้ง่ายกว่าปกติ

- ผู้ที่สูบบุหรี่ มีแนวโน้มจะป่วยด้วยไข้หวัดได้ง่าย และหากเป็นก็จะอาการรุนแรงกว่าปกติอีกด้วย

- อยู่ในที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน สถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย

- ผู้ที่ต้องเผชิญกับหน้าฝนบ่อย ๆ เนื่องจากเชื้อไวรัสแพร่กระจายในหน้าฝนได้ดี ฉะนั้นเมื่อมีลมพายุ หรือฝนตก เชื้อไวรัสจะถูกพัดพามาเกาะตามร่างกายเรา แล้วเราไปจับหน้า จับศีรษะ จับจมูก แคะจมูก เชื้อก็จะเข้าไปในโพรงจมูก ทำให้เป็นหวัดได้ง่ายขึ้น

อ่านเพิ่มเติม – -> จริงหรือไม่! ตากฝนทำให้เป็นหวัด ? พร้อมวิธีกินยาลดไข้ แก้หวัด อย่างถูกต้อง


การติดต่อของ โรคไข้หวัด

เชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย สามารถติดต่อได้ดังนี้

- การหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอ หรือจามรด ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 เมตร

- ติดต่อโดยการสัมผัส เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของผู้ป่วย สิ่งของ เครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้มน้ำ จาน ชาม โทรศัพท์ เป็นต้น หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อหวัด เช่น ลูกบิดประตู, โต๊ะเก้าอี้ เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนนั้น และเมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตา หรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น จนกลายเป็นไข้หวัดได้

- ระยะฟักตัวของโรค (ระยะตั้งแต่ผู้ป่วยรับเชื้อเข้าไป จนกระทั่งมีอาการเป็นไข้หวัด) คือ 1-3 วัน


โรคแทรกซ้อนของไข้หวัด

เมื่อคนเราป่วยเป็นไข้หวัด ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอ่อนแอลง ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจมีโอกาสแพร่เชื้อร่วมกับเชื้อไวรัสได้ จึงทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนดังต่อไปนี้ได้

โรคแทรกซ้อนที่รุนแรงมักเกิดกับคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานหนัก หรือขาดอาหาร เป็นต้น ฉะนั้นเมื่อเป็นหวัดควรนอนพักผ่อนให้มาก ๆ อย่าหักโหมงานเยอะ สำหรับพนักงานออฟฟิศ หรือพนักงานเงินเดือน อาจใช้สิทธิ์ลาป่วย เพื่อนอนพักผ่อนให้เต็มที่สัก 1 วัน แล้วจึงไปทำงานในวันถัดไป พร้อมทั้งใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคสู่ผู้อื่น


 

วิธีรักษา และการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นไข้หวัด

ไข้หวัดไม่ใช่อาการรุนแรง สามารถหายได้เองภายใน 2 - 4 วัน และไม่มีวิธีรักษาได้โดยตรง (อย่างไข้หวัดใหญ่ สามารถรักษาได้ด้วยการกินยาต้านไวรัส หรือ ฉีดวัคซีนป้องกันได้) แต่ถ้ามีอาการรุนแรง ไม่ดีขึ้นใน 2 - 4 วัน ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ อย่าปล่อยให้เรื้อรัง เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้

โรคไข้หวัด มีวิธีรักษาได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ ดังนี้

1. ทานยาแก้ปวดลดไข้ และยาลดน้ำมูก - เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย และลดไข้ ส่วนยาลดน้ำมูกจะช่วยให้ไข้หวัดหายได้เร็วยิ่งขึ้น (ถ้าไม่มีน้ำมูกไหล ไม่จำเป็นต้องกินยาลดน้ำมูก)

2. ทานยาแก้ไอ - เพื่อบรรเทาอาการ ไอมีเสมหะ ซึ่งจะช่วยให้เสมหะนิ่มลง และขับออกได้ง่ายขึ้น และควรจิบน้ำอุ่น หรือ จิบน้ำผึ้งผสมมะนาวบ่อย ๆ ระหว่างวัน จะช่วยให้หายไอได้ไวขึ้น
* ในเด็กเล็กควรให้ ยาแก้ไอสำหรับเด็ก

3. นอนพักผ่อนให้มาก ๆ - การนอนหลับพักผ่อนให้มาก ๆ ในช่วงที่เป็นหวัด จะทำให้ร่างกายฟื้นฟูจากอาการไข้ ได้ไวขึ้นมากเลยทีเดียว

3. ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น หรือน้ำธรรมดาเช็ดตัวเวลามีไข้

4. กินอาหารอ่อน ๆ - ระหว่างที่เป็นหวัด ควรเลือกรับประทานอาหารที่เคี้ยวง่าย กลืนง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก เครื่องดื่มร้อน น้ำหวาน น้ำผลไม้ เป็นต้น

5. ไม่เครียด ไม่หักโหมงานหนัก - ไม่ควรเครียด หรือ หักโหมงานในระหว่างที่เป็นหวัด เพราะจะทำให้อาการแย่ลงได้


การป้องกัน โรคไข้หวัด

การป้องกันไข้หวัด มีหลากหลายวิธี แต่วิธีที่ดีที่สุด คือ การดูแลสุขภาพด้วยการหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง

ส่วนวิธีอื่น ๆ ในการป้องกันไข้หวัด มีดังนี้

1. ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะวิตามินซี เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันไข้หวัดได้

2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอทุกวัน

3. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในหน้าฝน และหน้าหนาว

4. ไม่คลุกคลี หรือใกล้ชิดผู้ป่วยเป็นไข้หวัด ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วยโรคไข้หวัด

5. หมั่นล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่ และไม่นำมือสกปรกสัมผัส แหย่ หรือแคะจมูก เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าทางโพรงจมูก

6. ไม่ควรเดินตากฝนเป็นระยะเวลานาน เมื่อตากฝน กลับถึงบ้านแล้วควรรีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย เพื่อชำระเชื้อโรคที่ติดมาจากข้างนอกโดยไว

7.  ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องไปในที่แออัด หรือที่ที่มีผู้คนมาก

โรคไข้หวัด เป็นโรคที่เป็นได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน ฤดูฝน หรือฤดูหนาว ฉะนั้นอย่าได้ประมาท ควรปฎิบัติตนป้องกันโรคไข้หวัดให้ดีตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เราก็จะมีชีวิต และสุขภาพที่ดี ห่างไกลหวัดได้อย่างแน่นอน!

อ้างอิง :
1. bangkokhospital.com
2. supamitrhospital.com
3. doctor.or.th
4. pidst.net

ถามหมอออนไลน์ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่

ติดตามGedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ ได้ที่...

Facebook : GEDGoodLife
Nutroplex : nutroplexclub
Twitter      : @gedgoodlife
Line          : @gedgoodlife
Youtube   : GEDGoodLife ชีวิตดีดี

ถาม-ตอบ
ปัญหาสุขภาพ