8 อาการน่าสงสัย ว่าคุณกำลังเป็น “ไซนัสอักเสบ”

8 อาการน่าสงสัย ว่าคุณกำลังเป็น “ไซนัสอักเสบ”

8 อาการน่าสงสัย ว่าคุณกำลังป่วยเป็น

ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย มักทำให้คนเรามีไข้ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม แถมเจ็บคออีกด้วย… ซึ่งอาการเหล่านี้ อาจทำให้เราคิดว่าเป็นโควิด-19 หรือไม่ก็เป็นภูมิแพ้อากาศ แต่ในความจริงแล้ว อาจเป็นสัญญาณของ “ไซนัสอักเสบ” ก็ได้นะ! และเพื่อให้แยกอาการได้ง่ายขึ้น วันนี้ Ged Good Life จะมาชี้ถึง 8 อาการน่าสงสัย ว่าคุณกำลังป่วยเป็น “ไซนัสอักเสบ” และอาการหนักแค่ไหนควรเข้าพบแพทย์!

8 อาการน่าสงสัย ว่าคุณกำลังป่วยเป็น “ไซนัสอักเสบ”

1. ปวดแน่นบริเวณใบหน้า (Facial pressure and pain)

อาการทั่วไปของการติดเชื้อไซนัส คือ ความเจ็บปวดบริเวณใบหน้า (ปวดบริเวณไซนัส) เช่น ปวดหน่วง ๆ บริเวณศีรษะ หน้าผาก หัวตา โหนกแก้ม เป็นต้น หากปล่อยไว้จนอาการลามไปถึงกระดูก อาจทำให้การอักเสบกระจายไปสู่สมอง ส่งผลให้การรักษายากขึ้น และเสียชีวิตได้ในที่สุด

2. ปวดศีรษะ (Headache)

มักเป็นมากช่วงเช้า หรือบ่าย โดยอาการปวดจะรุนแรงขึ้นเมื่อมีการก้มหยิบของ ก้มตัวลง ผู้ป่วยควรพยายามนอนศีรษะสูง หรือตั้งศีรษะตรงไว้เสมอ เพราะ จะช่วยระบายหนองที่คั่งค้างออกจากไซนัส ตามแรงโน้มถ่วงของโลก

3. ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น (bad breath)

ซึ่งเกิดจากมีของเหลว หรือหนองขังอยู่ในโพรงอากาศของกระดูกใบหน้า จนเกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นปาก และลมหายใจที่เหม็นได้

4. ไอมีเสมหะ (Cough up phlegm)

ถ้ามีอาการไอ มีเสมหะมาก น้ำมูกไหลลงคอ แล้วสงสัยว่าจะป่วยเป็นไซนัสอักเสบ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร เพราะหากปล่อยไว้การติดเชื้อในไซนัสอาจลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ตา และสมอง จนส่งผลให้เกิดโรคทางปอด หลอดลมอักเสบ ไอเรื้อรัง ตามมาได้

5. มีไข้ (Fever)

ไข้อาจเกิดขึ้นกับไซนัสอักเสบได้เช่นเดียวกับการติดเชื้อหลายประเภท ไข้จากการติดเชื้อประเภทนี้มักอยู่ในระดับต่ำ 38 ถึง 39.4°C (รายที่เป็นรุนแรงอาจมีไข้สูง จนหนาวสั่น) การมีไข้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ร่างกายกำลังต่อสู้กับไวรัส หรือการติดเชื้อแบคทีเรียอยู่นั่นเอง

6. คัดจมูก (Nasal congestion)

อาการคัดแน่นจมูกมาก และมักมีอาการร่วมกับน้ำมูกไหล เป็น ๆ หาย ๆ ได้กลิ่นต่าง ๆ น้อยลง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของอาการไซนัสอักเสบได้ แต่ผู้ป่วยอาจคิดว่าเป็นเพียงหวัดเรื้อรังเท่านั้น

7. มีน้ำมูกข้นเขียว หรือเหลือง (Yellow or green mucus)

ผู้ป่วยไซนัสอักเสบ มักมีน้ำมูกสีเขียว หรือสีเหลือง ซึ่งอาจไหลออกมาทาง รูจมูก หรือไหลลงคอ บางครั้งน้ำมูกไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัว ไม่แนะนำให้สั่งน้ำมูกด้วยความรุนแรง เพราะจะทำให้เกิดอาการปวดได้ ถ้าจะสั่งน้ำมูกให้ใช้มืออุดจมูกอีกข้างหนึ่งไว้ และสั่งน้ำมูกเบา ๆ จนหายใจโล่งจึงหยุดสั่งได้

8. ปวดฟัน (Teeth hurt)

ถ้าคุณแปรงฟันเป็นอย่างดี ไม่มีฟันผุ แต่รู้สึกปวดฟันอย่างผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณของไซนัสอักเสบได้เช่นกัน เพราะ รากของฟันกรามบนจะอยู่ใกล้กับโพรงไซนัส เมื่อไซนัสของคุณติดเชื้อ และบวม ก็จะทำให้รู้สึกปวดฟันได้เช่นกัน

8 อาการน่าสงสัย ว่าคุณกำลังป่วยเป็น

ข้อควรรู้

– โรคไซนัสอักเสบ และโรคหืด มักพบร่วมกันได้บ่อย ฉะนั้น ผู้ป่วยโรคหืดที่รักษาด้วยยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือยังมีอาการอยู่ ควรได้รับการประเมินว่ามีโรคไซนัสอักเสบร่วมด้วยหรือไม่ ถ้าพบว่ามีโรคไซนัสอักเสบร่วมด้วย การรักษาโรคไซนัส จะทำให้อาการของโรคหืดดีขึ้น และสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาควบคุมโรคหืด หรือใช้ในปริมาณที่น้อยลงได้

– โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ หรือที่เรียกกันว่า “แพ้อากาศ” อาจทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบแทรกซ้อนตามมาได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง

อ่านเพิ่มเติม -> โรคภูมิแพ้อากาศ รวมปัจจัยกระตุ้น และ วิธีรักษาให้หายดี


การรักษาไซนัสอักเสบ

ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง มีทั้งการรักษาด้วยการรับประทานยา การล้างจมูก การเจาะล้างไซนัส และการผ่าตัด (ในบทความนี้ Ged Good Life จะแนะนำเฉพาะการรับประทานยา เพื่อรักษา และบรรเทาอาการไซนัสอักเสบ)

– ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics)
ใช้เพื่อกำจัดเชื้อในโพรงจมูก และไซนัส ยาที่ใช้บ่อย ๆ ได้แก่ Amoxicillin, ถ้าแพ้ยากลุ่มดังกล่าวต้องเลือกใช้ยากลุ่มอื่น ๆ แทน เช่น Erythromycin, Trimetoprim+ Sulfamethoxazole

– ยาลดบวม (Decongestant)
ช่วยลดบวมของเนื้อเยื่อช่องจมูก และทำให้ช่องรูเปิดของโพรงไซนัสโล่งขึ้นมียา 2 รูปแบบ คือ ยาหยอดจมูก ได้ผลรวดเร็วแต่ไม่ควรใช้นานเกิน 4-5 วัน เพื่อป้องกันการดื้อยา อีกรูปแบบหนึ่ง คือยาลดบวมชนิดรับประทาน ซึ่งจะปลอดภัยกว่าไม่มีปัญหาดื้อยาแต่อาจจะมีใจสั่นได้ และควรระวังในคนไข้ที่มีประวัติความดันโลหิตสูง

– ยาแก้แพ้ (Antihistamine)
ใช้ในรายที่มีประวัติภูมิแพ้เท่านั้น เนื่องจากผลข้างเคียงของยา ทำให้น้ำมูก และเสมหะเหนียวมากขึ้น ปากแห้ง และง่วงนอน

*ส่วนยาแก้แพ้ชนิดที่ไม่ง่วงนอน (หรือง่วงนอนน้อย) เช่นตัวยา “ลอราทาดีน” (loratadine)

– ยาละลายเสมหะ (Mucolytics)
ทำให้น้ำมูก และเสมหะใส ช่วยระบายน้ำมูกออกจาโพรงไซนัสได้ง่ายขึ้น เช่นตัวยา คาร์โบซิสเทอีน (Carbocisteine)

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

โรคไซนัสอักเสบมีตั้งแต่หายได้เองโดยไม่ต้องรักษา เช่น ไซนัสอักเสบตามหลังหวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส และเป็นไม่มาก แต่หากคุณมีอาการคัดจมูก และอาการอื่น ๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้น เป็นเวลานานเกิน 10 วัน คุณควรเข้าพบแพทย์ หู คอ จมูก เพื่อรับการวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที เพราะ ไซนัสอักเสบที่มีภาวะแทรกซ้อนที่ตา และสมอง ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มแรก อาจเกิดไซนัสอักเสบเฉียบพลัน หรือเกิดไซนัสอักเสบเรื้อรัง  หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้


อ้างอิง : 1. premiermedicalgrp 2. samitivejhospitals 3. synphaet 4. entpmk.pmk

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรี! ตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่

ติดตาม GedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ ได้ที่…

Facebook : gedgoodlife
Nutroplex : nutroplexclub
Twitter      : @gedgoodlife
Line          : @gedgoodlife
Youtube   : gedgoodlife ชีวิตดีดี
TikTok      : @gedgoodlife

คุณสนใจเรื่องสุขภาพ อะไรบ้าง?

บทความที่เกี่ยวข้อง

Subscription

  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.
Ask the Expert Close