ไข้สูง มีสาเหตุจากอะไร ต้องกี่องศาขึ้นไป อันตรายแค่ไหน รับมือยังไงดี?

ไข้สูง

ไข้สูง หน้าผากแดง ตัวร้อนจัด คืออาการที่ต้องระวัง! โดยเฉพาะในเด็กเล็กหากปล่อยให้มีไข้สูงนาน อาจเสี่ยงชักได้ มาดูกันว่า ไข้สูงมีสาเหตุจากอะไร ต้องกี่องศาถึงจะเรียกว่ามีไข้สูง และควรรับมือยังไงดี ใครที่มีไข้สูงเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นนานก็ไม่หายสักที ควรรีบพบแพทย์ก่อนมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ

decolgen ดีคอลเจน

ไข้ คืออะไร? แต่ละวัยควรมีอุณหภูมิปกติอยู่ที่เท่าไหร่?

ไข้ คือ อุณหภูมิของร่างกายที่สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส (°C) คนเราจะมีไข้ ก็ต่อเมื่อร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นโดยทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ อาจมาจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดขึ้นภายในร่างกายเอง

อุณหภูมิร่างกายปกติในแต่ละวัย

  1. ทารก และเด็ก ควรมีอุณหภูมิอยู่ที่ 36.6 – 37.2 องศาเซลเซียส
  2. ผู้ใหญ่ ควรมีอุณหภูมิอยู่ที่ 36.1 – 37.2 องศาเซลเซียส
  3. ผู้สูงอายุ ที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป จะมีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 36.2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าคนทั่วไป

อุณหภูมิร่างกายปกติคนเรานั้นไม่ได้คงที่ตลอดเวลา แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในแต่ละช่วงของวัน โดยเฉพาะในช่วง 15.00 – 17.00 น. อุณหภูมิมักจะสูงสุด และจะค่อย ๆ ลดลงจนต่ำสุดในเวลา 23.00 – 01.00 น. นอกจากนั้น อุณหภูมิตอนเช้าจะต่ำกว่าอุณหภูมิตอนบ่าย หรือเย็น อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ หรือการออกกำลังกาย และระดับของฮอร์โมนในร่างกายอีกด้วย

สาเหตุ หรือโรคที่ทำให้เกิดไข้

  1. การติดเชื้อที่มีการอักเสบ
  2. การที่ร่างกายทำปฏิกิริยากับสิ่งแปลกปลอม เช่น หลังการฉีดวัคซีน
  3. ร่างกายขาดน้ำ เช่น อุจจาระร่วง อุณหภูมิภายนอกร่างกายสูงมากๆ
  4. ได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผล
  5. โรคมะเร็งมักจะมีไข้เกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ
  6. โรคติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และริกเกตเซีย เช่น ไทฟอยด์ ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก เป็นต้น
  7. เนื้องอกในสมอง เส้นเลือดในสมองแตก การผ่าตัด

ระดับความรุนแรงของไข้ ที่ควรรู้ไว้

ไข้สามารถจำแนกตามระดับอุณหภูมิได้เป็น 4 ระดับ คือ

  1. ไข้ต่ำ (Low Grade Fever) มีอุณหภูมิระหว่าง 37.5 – 38.4 องศาเซลเซียส
  2. ไข้ปานกลาง (Medium Grade Fever) มีอุณหภูมิระหว่าง 38.5 – 39.4 องศาเซลเซียส
  3. ไข้สูง (High Grade Fever) มีอุณหภูมิระหว่าง 39.5 – 40.4 องศาเซลเซียส
  4. ไข้สูงมาก (Hyperpyrexia) มีอุณหภูมิมากกว่า 40.5 องศาเซลเซียส

สรุปสั้น ๆ คือ หากวัดอุณหภูมิร่างกายได้ตั้งแต่ 37.5 °C ขึ้นไป แสดงว่ามีไข้ต่ำ แต่ถ้าวัดไข้แล้วอุณหภูมิแล้วได้ตั้งแต่ 39.5 °C ถือว่ามี ไข้สูง แต่ถ้าเกิน 40.5 องศาเซลเซียส จะถือว่ามีไข้สูงอย่างรุนแรงหรือ Hyperpyrexia ซึ่งเป็นภาวะที่จัดว่าเป็นอันตรายที่สุด มักเกิดจากการติดเชื้อโรครุนแรงในกระแสโลหิต หรือเกิดจากภาวะเลือดออกในสมอง

ข้อควรรู้ : อาการไข้ต่ำอย่างต่อเนื่องอาจเป็นสัญญาณแรกของโรคต่าง ๆ เช่น โรคลูปัส หรือมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

อาการของไข้สูง มีอะไรบ้าง?

  • เหงื่อออก (Sweating)
  • หนาวสั่น (Chills)
  • ภาวะขาดน้ำ (Dehydration)
  • ปวดหัว ปวดตามตัว (Headache/body aches)
  • เกิดผื่น (Rash)
  • ขาดความอยากอาหาร (Lack of appetite)
  • อ่อนเพลียมาก (Weakness)
  • คลื่นไส้ อาเจียน (Nausea vomiting)

ไข้สูง

ควรเข้าพบแพทย์ หากมีอาการร้ายแรงดังต่อไปนี้ :

  • มีปัญหาด้านการหายใจ หายใจลำบาก หายใจติดขัด (Breathing problems)
  • มีอาการสับสน กระวนกระวาย (Cognitive issues)
  • มีอาการชัก (Febrile Seizures)
  • ขาดสติ (Loss of consciousness)
  • ปวดบิดเกร็งขณะปัสสาวะ (Pain while urinating)
  • คอแข็ง (Stiff neck)
  • ปวดรุนแรง โดยเฉพาะศีรษะ หน้าอก ท้อง (Severe pain, especially in the head, chest, or stomach)
  • มีผื่นขึ้นตามตัว (Rash or bruises)
  • กินยาลดไข้แล้วไม่หายใน 3 วัน (Fever doesn’t break after using fever-reducing medications)

อาการชักจากไข้สูง มักจะเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ มักจะเกิดขึ้นในวันแรกของการมีไข้ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 6 เดือนถึง 6 ปี และมักจะหยุดชักได้เองหลังชักเพียงไม่กี่นาที โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นใดตามมา

รับมืออย่างไรเมื่อมี ไข้สูง?

  1. กินยาลดไข้ เช่น ยาพาราเซตามอล สามารถให้ได้ทุก 4-6 ชม. แต่ถ้ามีไข้ร่วมกับอาการแพ้ สามารถเลือกกิน ยาลดไข้สูตรผสม
  2. เช็ดตัวลดไข้ ด้วยน้ำอุ่นเป็นวิธีที่ปลอดภัย สามารถช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดี
  3. ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าปกติ เพราะร่างกายจะเกิดภาวะขาดน้ำจากอาการไข้ และน้ำยังช่วยกำจัดความร้อนได้ด้วยครับ
  4. นอนพักผ่อนให้มาก ๆ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค และเพื่อลดการใช้พลังงานในช่วงที่มีไข้

 

อ้างอิง : 1. มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่องไข้ 2. bangkokbiznews 3. หมอชาวบ้าน 4. UPMC HealthBeat 5. buoyhealth.com 6. samitivejhospitals

บทความที่เกี่ยวข้อง

Subscription

  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.
Ask the Expert Close