เป็นหวัด ควรกินยาอะไรดี? แล้วอะไรคือสาเหตุของไข้หวัด? เรื่องควรรู้ก่อนซื้อยา

เป็นหวัด ควรกินยาอะไรดี? คำถามที่ใครหลายคนสงสัยเมื่อมีอาการไข้หวัดมาเยือน บางคนเป็นหวัดก็ไปซื้อยาปฏิชีวนะมากิน ซึ่งเป็นการรักษาที่ผิด และอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้... งั้นมาดูกันดีกว่าว่า เป็นหวัด ควรกินยาอะไรดี? แล้วสาเหตุของไข้หวัด คืออะไร? GedGoodLife มีคำตอบมาให้แล้ว!

โรคไข้หวัด คืออะไร และมีสาเหตุจากอะไรบ้าง?

ไข้หวัด หรือ ไข้หวัดทั่วไป (Common Cold) คือ โรคที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น เช่นจมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง

เมื่อร่างกายของเราหายจากไข้หวัดแล้ว ร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนั้นขึ้นมา แต่เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดครั้งใหม่ก็มักจะเกิดจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ หมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ จึงทำให้คนเราเป็นไข้หวัดกันได้ปีละหลายครั้ง

รู้หรือไม่!? เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดไข้หวัดมีสายพันธุ์ย่อย ๆ มากกว่า 200 ชนิด เลยทีเดียว! และไวรัสตัวแสบที่ก่อให้เกิดไข้หวัดได้มากที่สุด คือ ไรโนไวรัส (Rhinovirus)

เป็นหวัด ควรกินยาอะไรดี

ไข้หวัดอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ได้ด้วยนะ!

โรคไข้หวัด ส่วนใหญ่แล้ว 80-90% คนไข้มักป่วยเป็นไข้หวัดจากเชื้อไวรัส แต่เชื้อแบคทีเรียก็สามารถก่อให้เกิดไข้หวัดได้เช่นกัน โดยไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียจะมีอาการที่รุนแรงกว่า อันตรายกว่า

อาการของไข้หวัดจากเชื้อไวรัส กับ ไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย แตกต่างกันดังนี้

ไข้หวัดจากเชื้อไวรัส

  • มีไข้ต่ำ ๆ (ถ้ามีไข้สูงอาจเป็น ไข้หวัดใหญ่ หรือ ไข้เลือดออก)
  • มีน้ำมูก
  • ไอ เจ็บคอ
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • อาจมีเสียงแหบร่วมด้วย
  • ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะสามารถกำจัดได้เอง
  • ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ

ไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย

  • ต่อมทอนซิลบวมโต มีหนอง มีฝ้าที่บริเวณลิ้น
  • ต่อมน้ำเหลืองใต้ขากรรไกรหน้าบวมโต กดเจ็บ
  • มีไข้ (มากกว่า 38 องศาเซลเซียส)
  • ไม่มีอาการไอ ไม่มีน้ำมูก
  • มีเสมหะ เขียวเหลือง
  • ควรปรึกษาแพทย์ และรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อโรค)

ฉะนั้น เมื่อเป็นหวัด แล้วมีอาการเจ็บคอมาก ควรอ้าปากใช้ไฟฉายส่องดูคอ ถ้าพบว่าต่อมทอนซิลโตแดง หรือเป็นหนองแสดงว่าต่อมทอนซิลอักเสบ ควรพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเอง


เป็นหวัด ควรกินยาอะไรดี?

ยารักษาไข้หวัด ควรเลือกอย่างถูกต้อง และเหมาะสม ทั้งนี้อาการไข้หวัดมีความรุนแรง และมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป โดยไข้หวัดที่คนมักเป็นกันตลอดทั้งปี มีดังนี้

ไข้หวัดที่เราสามารถรักษาด้วยการซื้อยากินเองได้ คือ ไข้หวัดทั่วไป กับ ไข้หวัดแดด ที่มีเชื้อตัวเดียวกัน ส่วนไข้หวัดใหญ่ กับ ไข้เลือดออก ควรพบแพทย์เพื่อรักษาให้ทันท่วงที

ในทีนี้เราจะพูดถึงการรักษาไข้หวัดทั่วไป (Common Cold) โดยใช้ยาสูตรผสมเพื่อความสะดวกในการรับประทาน ที่ไม่ต้องรับประทานยาจำนวนหลายเม็ดในแต่ละครั้ง
(ถ้าทานยาพาราเซตามอลในการรักษาไข้หวัด อาจต้องทานยาอื่น ๆ ร่วมด้วย)

ยาสูตรผสมในปัจจุบัน มักประกอบด้วยยาจำนวน 2-3 ชนิดใน 1 เม็ด ได้แก่ ยาแก้ปวด ลดไข้ยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก และอาจผสมยาแก้คัดจมูกในสูตรยาด้วย  สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

1. ยาสูตรผสม ชนิดที่มีตัวยา 2 ชนิด ใน 1 เม็ด ประกอบด้วย

  1. ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ปริมาณ 500 มิลลิกรัม สำหรับบรรเทาอาการปวด ลดไข้
  2. ผสมกับยาคลอเฟนิรามีน มาลีเอต (Chlopheniramine maleate) ปริมาณ 2 มิลลิกรัม

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ยากลุ่มนี้ คือ ดีคอลเจน ชนิดเม็ด (DECOLGEN) เหมาะกับผู้เป็นไข้หวัดที่มีอาการแพ้ร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปวด น้ำมูกไหล จาม เป็นต้น
* ยาชนิดนี้ไม่จัดอยู่ในกลุ่มยาอันตราย สามารถโฆษณา และซื้อขายได้ตามร้านขายยาทั่วไป

ขนาดรับประทานสำหรับยากลุ่มนี้คือ

  • ผู้ใหญ่ รับประทานครั้งละ  2 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง
  • เด็กอายุ 7-12 ปี รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง
  • เด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ปี ควรใช้ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ เนื่องยังไม่มีข้อมูลในการใช้ยาในเด็กที่อายุต่ำกว่า 7 ปี

ผลข้างเคียงที่สามารถพบได้บ่อย คือ อาการง่วงนอน ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการเรียน และการทำงาน จึงอาจเปลี่ยนชนิดการใช้ยาเป็นยาแก้แพ้กลุ่มที่ไม่ง่วงนอนในช่วงเวลากลางวัน และใช้ยาสูตรผสมในเวลากลางคืนแทน

2. ยาสูตรผสมที่มีตัวยา 3 ชนิด ใน 1 เม็ด ประกอบด้วย

  1. ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ปริมาณ 500 มิลลิกรัม สำหรับบรรเทาอาการปวด ลดไข้
  2. ผสมกับยาคลอเฟนิรามีน มาลีเอต (Chlopheniramine maleate) ปริมาณ 2 มิลลิกรัม สำหรับบรรเทาอาการแพ้ และช่วยลดน้ำมูก เช่นเดียวกับยาสูตรแรก
  3. โดยจะเพิ่มตัวยา ฟีนิลเอฟรีน ไฮโดรคลอไรด์ (Phenylephrine HCl) ปริมาณ 10 มิลลิกรัม

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น ดีคอลเจน พริน ชนิดเม็ด (DECOLGEN PRIN TABLET) เหมาะกับผู้ที่เป็นไข้หวัดที่มีอาการคัดจมูกร่วมด้วย เช่น ไข้ ปวด น้ำมูกไหล จาม ร่วมกับอาการคัดจมูก
*ยาสูตรนี้ถือเป็นยาอันตราย ไม่สามารถโฆษณาโดยตรงต่อประชาชนได้ สามารถหาซื้อได้ในร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น

ขนาดรับประทานสำหรับยากลุ่มนี้ คือ

  • ผู้ใหญ่ ให้รับประทานยาครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง
  • เด็กอายุ 6-12 ปี ให้รับประทานยาครั้งละ 1 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง

คำแนะนำและข้อควรระวังในการใช้ยาสูตรผสม ได้แก่

1. ควรใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุไว้บนฉลากยา หรือตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ห้ามใช้ยาในขนาดที่น้อยกว่าหรือมากกว่าที่ระบุไว้ ควรระมัดระวังการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ระยะ 3 เดือนแรก) และหญิงให้นมบุตร ซึ่งการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต้องเป็นไปตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น ผู้ป่วยห้ามหาซื้อยามารับประทานด้วยตัวเอง

2. ควรระมัดระวังการใช้ยานี้ในเด็ก และผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 7 ปี การใช้ยาจะต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ เนื่องจากเด็ก และผู้สูงอายุจะมีการตอบสนองต่อยาที่ไวมากขึ้น ทำให้อาจจะมีอาการง่วงนอน วิงเวียน ประสาทหลอน ความดันโลหิตต่ำ นอนไม่หลับ ปากแห้ง ปัสสาวะคั่ง และบางรายอาจมีอาการชักได้

3. ยานี้อาจทำให้เกิดอาการง่วงนอน วิงเวียน สับสน ปากแห้ง ตาพร่า เสมหะเหนียวข้น ปัสสาวะขัด และเม็ดเลือดผิดปกติได้ หลังการรับประทานยาจึงควรหลีกเลี่ยง หรือเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร หรือทำงานที่เสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่สูง โดยหากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อการเลือกใช้ยาที่ถูกต้อง และเหมาะสม


นอกจากการเลือกใช้ยาสูตรผสมเพื่อรักษาอาการไข้หวัดแล้ว ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนอย่างเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะวิตามินซี เพื่อช่วยป้องกัน และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงต่อต้านไข้หวัดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ้างอิง :
1. http://www.sukumvithospital.com
2. www.gedgoodlife.com

ถามหมอออนไลน์ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่

ติดตามGedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ ได้ที่...

Facebook : GEDGoodLife
Nutroplex : nutroplexclub
Twitter      : @gedgoodlife
Line          : @gedgoodlife
Youtube   : GEDGoodLife ชีวิตดีดี

ถาม-ตอบ
ปัญหาสุขภาพ