8 โรคเด็กในหน้าฝน ที่พ่อแม่ควรรู้ พร้อมวิธีป้องกัน

“เด็ก” กับ “น้ำฝน” เป็นของคู่กัน หน้าฝนมาเมื่อไหร่ เด็ก ๆ จะครึกครื้นกันเป็นพิเศษ ออกไปเล่นน้ำฝนกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้ว่าการเล่นน้ำฝนนั้นอาจก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้! วันนี้ Ged Good Life จะพาไปทำความรู้จักกับ “8 โรคเด็กในหน้าฝน” ที่พ่อแม่ควรรู้ พร้อมวิธีป้องกันไม่ให้ลูกป่วยในฤดูฝนนี้
- ไขข้อสงสัย! ทำไมหน้าฝนถึงเป็นหวัดง่าย? พร้อมวิธีดูแลสุขภาพในหน้าฝนนี้
- วิธีเช็ดตัวลดไข้เด็กที่ถูกต้อง ควรทำอย่างไร? และ 6 ข้อห้าม ในการเช็ดตัวลูกน้อย
- 8 เคล็ดลับ ดูแลสุขภาพในฤดูฝน รับมือยังไงไม่ให้ลูกป่วย
ไขข้อสงสัย ทำไมลูกป่วยง่ายในหน้าฝน
เพราะในหน้าฝนเป็นฤดูแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และแบคทีเรียหลายชนิด เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมา โดยเฉพาะในเด็กย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้สูงมาก เพราะระบบภูมิต้านทานในร่างกายยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ เมื่อเด็ก ๆ ออกไปเล่นน้ำฝน หรือตากฝนนาน ๆ เชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียที่มากับน้ำฝน อาจนำมาซึ่งการติดเชื้อ และเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่าย หรือแม้แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในฤดูฝนนี้ก็ทำให้เด็กป่วยได้ง่ายเช่นกัน
8 โรคเด็กในหน้าฝน ที่พ่อแม่ควรรู้
นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน โดยส่วนมากมักเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจต่าง ๆ มักมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส และมียุงลายเป็นพาหะนำโรค นายแพทย์สมศักดิ์ แนะนำให้ผู้ปกครอง ควรเฝ้าระวัง และดูแลสุขภาพของลูกน้อยให้ปลอดภัย จากโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในฤดูฝน ดังนี้
1. โรคไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus)
ไวรัส RSV (หรือโรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV) เป็นโรคติดเชื้อที่มีอาการคล้ายหวัดแต่บางครั้งอาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงจนถึงขั้นปอดอักเสบได้ ไวรัส RSVเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคระบาดในระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก เชื้อไวรัสนี้สามารถทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบได้
อาการป่วย – น้ำมูกไหล คัดจมูก รับประทานอาหารได้น้อย หลังจากนั้น 1-3 วัน จะมีอาการ ไอ มีไข้ หอบเนื่อย หายใจลำบาก และอาจมีเสียงดังตอนหายใจอีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม -> วิธีป้องกัน ไวรัส RSV มัจจุราชคร่าลูกน้อย!
2. ไข้หวัดใหญ่ (Influenza, Flu)
เป็นโรคระบาดในเด็ก ที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้ ผ่านการไอ จาม หรือสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อไวรัส ในช่วงหน้าฝนนี้ ไวรัสจะเติบโตได้ดี และเด็ก ๆ ก็เสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่มาก เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง และยิ่งในช่วงเปิดเทอม ก็อาจติดต่อกันได้ง่ายขึ้นไปอีก
อาการป่วย – มีน้ำมูกใส ๆ จาม คอแห้ง เจ็บคอ เป็นไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไอแห้ง ไอมีเสมหะ หากอาการรุนแรง และลุกลามอาจมีโรคแทรกซ้อนที่มากับไข้หวัดก็คือ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรือ ปอดอักเสบได้
อ่านเพิ่มเติม -> ไข้หวัด vs ไข้หวัดใหญ่ อาการต่างกันอย่างไร?
3. โรคมือเท้าปาก (Hand Foot and Mouth Disease)
เกิดจากเชื้อไวรัส พบมากในช่วงหน้าฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ติดต่อกันได้ทางไอ จาม น้ำลายหรืออุจจาระ การสัมผัสของเล่น อาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ พบมากในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการมักหายได้เองภายใน 3 – 10 วัน มีระยะฟักตัว 3-6 วัน พบเชื้อทางน้ำลาย 2-3 วัน ก่อนมีอาการ จนถึง 1-2 สัปดาห์หลังมีอาการ
อาการป่วย – มีตุ่มแดง ๆ หรือตุ่มน้ำ บนฝ่ามือ ฝ่าเท้า รวมถึงที่เข่าและก้น มีไข้สูง สังเกตได้จาก การที่เด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร เพราะรู้สึกเจ็บแผลในปาก หรือ กระพุ้งแก้ม
อ่านเพิ่มเติม -> โรคมือเท้าปาก โรคร้ายที่มากับหน้าฝน!
4. ไข้เลือดออก (Dengue Fever)
ไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากยุงลาย พบได้มากบริเวณที่มีน้ำขัง ที่พบในไทยเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งเชื้อไวรัสนี้ มี 4 ชนิด ผู้ที่เคยป่วยแล้วสามารถติดเชื้อซ้ำได้ ถ้าได้รับเชื้อต่างชนิดกัน หากสงสัยว่าลูกกำลังป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ควรรีบพบแพทย์ เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงที
อาการป่วย – มีอาการไข้สูงนำ หน้าแดงผิดสังเกตุ และมักพบอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้องที่ชายโครง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว เป็นต้น
อ่านเพิ่มเติม -> 9 สัญญาณ อาการไข้เลือดออก เช็คให้เป็น ป้องกันตัวเองให้ดี!
5. โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya)
โรคชิคุนกุนยา หรือโรคไข้ปวดข้อ มีสาเหตุจากยุงลาย ได้แก่ ยุงลายสวน (Aes albopictus) และยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) โรคนี้จะมีอาการเช่นเดียวกับไข้เลือดออก แต่โรคชิคุนกุนยามีความรุนแรงน้อยกว่าโรคไข้เลือดออกมาก
อาการป่วย – ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดข้อและเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อและเมื่อยกล้ามเนื้อ ตาแดง รับประทานอาหารไม่ได้ คลื่นไส้ อาเจียน และปวดศีรษะอ่อนเพลีย หรืออาจท้องเสีย
อ่านเพิ่มเติม -> โรคชิคุนกุนยา : สาเหตุ อาการ วิธีรักษา
6. โรคหลอดลมอักเสบ (bronchitis)
เป็นโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ และพบได้บ่อยโรคหนึ่งในเด็ก เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ซึ่งเป็นท่อที่นำลม หรืออากาศหายใจเข้าสู่ปอด เมื่อเยื่อบุหลอดลมบวมมีเสมหะ ส่งผลให้อากาศไหลผ่านหลอดลมเข้าสู่ปอดได้ไม่ดี หายใจลำบากทำให้เกิดอาการไอได้
อาการป่วย – เด็กจะมีอาการไอ และจะมีเสมหะร่วมด้วย ถ้าลักษณะเสมหะมีสีขุ่น เหลืองหรือเขียว แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการไข้ อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการก็จะดีขึ้น และหายภายในไม่เกินใน 1-2 สัปดาห์
อ่านเพิ่มเติม -> ไอเรื้อรัง มีเสลด และเลือด อาจเสี่ยงเป็นโรคหลอดลมอักเสบ
7. โรคปอดบวม (Pneumonia)
โรคปอดบวม เป็นการอักเสบติดเชื้อเฉียบพลันของเนื้อปอดบริเวณหลอดลมส่วนปลายและถุงลม พบได้ทั้งการติดเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย (ส่วนน้อยเกิดจากเชื้อรา พยาธิ หรืออาจเกิดจากการแพ้) เป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยรุนแรง บางครั้งอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อย อายุต่ำกว่า 1 ปี
อาการป่วย – มักมีอาการไข้หวัดนำมาก่อนสัก 2-3 วัน ได้แก่ มีไข้ น้ำมูก ไอมีเสมหะ ตามมาด้วยอาการหายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง ไม่ยอมกินนมหรือน้ำ มีอาการขาดน้ำ ซึมมาก หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม ค่าความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดต่ำ
อ่านเพิ่มเติม -> เข้าสู่หน้าฝน ระวังลูกป่วยปอดอักเสบ
8. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน (Acute Diarrhea)
เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็กช่วงฤดูฝน เพราะเป็นฤดูที่ทำให้มีความชื้นในอากาศมาก เชื้อโรคเจริญเติบโต และแพร่เชื้อได้ดี ทำให้อาหารและน้ำดื่มมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้เกิดโรคของระบบทางเดินอาหารได้ง่าย โดยเฉพาะโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน
อาการป่วย – ถ่ายอุจจาระเหลวกว่าปกติเกิน 3 ครั้งต่อวันหรือถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายมีมูกปนเลือด 1 ครั้งต่อวันอาจมีไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันกรณีที่เป็นเด็กให้ทานอาหารเหลวบ่อย ๆ
อาการที่ควรรีบไปพบแพทย์
- มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส เพราะอาจทำให้เด็กเสี่ยงต่อภาวะชัก
- เด็กมีอาการซึม อ่อนเพลีย ไม่อยากทำอะไร เอาแต่นอนอย่างเดียว
- กินได้น้อย หรือไม่กินเลย โดยเฉพาะถ้ากินน้ำไม่ได้ให้รีบมาพบแพทย์
- อาเจียนมาก ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ว่าเด็กมีอาการรุนแรง
- อุจจาระมากผิดปกติ
- มีอาการชัก เกร็ง มือเท้าเย็น
วิธีป้องกัน โรคเด็กในหน้าฝน
นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ได้แนะผู้ปกคริงให้รู้จักป้องกันโรคที่มาในหน้าฝน ได้โดย…
- สวมหน้ากากอนามัย และล้างมืออย่างสม่ำเสมอ (โดยเฉพาะก่อนกินอาหาร)
- สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น
- ให้ลูกออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ จึงมีโอกาส ติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย
- ควรกำจัดน้ำขังในบ้าน ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย อันเป็นสาเหตุหลักของไข้เลือดออกในหน้าฝนอีกด้วย
ทั้งนี้ผู้ปกครองควรเฝ้าระวัง และสังเกตลูกน้อย หากพบว่าไข้สูง 3 วัน อาการไม่ดีขึ้น หรือเด็กไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข เช่น กินไม่ได้ ซึมลงมาก นอนไม่ได้ หอบเหนื่อย หรือ กระสับกระส่าย ควรพาไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป
สั่งซื้อ NUTROPLEX OLIGO PLUS ได้แล้วที่นี่
แอดไลน์ ID : @nutroplexclub
Inbox Facebook : https://www.facebook.com/nutroplexclub
อ้างอิง : 1. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 2. โรงพยาบาลเปาโล 3. โรงพยาบาลวิชัยยุทธ



