ภูมิแพ้ คืออะไร มีสาเหตุ อาการอะไรบ้าง หายขาดได้หรือไม่? พร้อมวิธีรักษาภูมิแพ้

ภูมิแพ้ คืออะไร มีสาเหตุ อาการอะไรบ้าง หายขาดได้หรือไม่? พร้อมวิธีรักษาภูมิแพ้

ภูมิแพ้

ภูมิแพ้ เป็นโรคที่คนไทยมีแนวโน้มเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากสภาวะอากาศ มลพิษ PM2.5 ที่นับวันมีแต่จะแย่ลงเรื่อย ๆ และปัจจัยอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น มีอาการน้ำมูกไหล ไอ จาม อยู่ตลอดเวลา

แต่อย่าเพิ่งกังวล หรือเครียดจนเกินไป! วันนี้ GedGoodLife จะเล่าถึง โรคภูมิแพ้ อย่างละเอียด ให้รู้ลึกรู้จริง เคลียร์ทุกข้อสงสัย พร้อมคำแนะนำในการดูแลตนเองจาก ภูมิแพ้ ให้ดีขึ้นได้ มาติดตามกันเลย!

– ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis)  สาเหตุ อาการ วิธีรักษา
– โรคไข้หวัด VS โรคภูมิแพ้อากาศ ต่างกันอย่างไร?
– เช้าแสบจมูก ตอนเย็นเพลีย ตกดึกน้ำมูกไหล  นี่เราเป็นหวัด หรือ ภูมิแพ้อากาศ กันแน่นะ!?

ภูมิแพ้ คืออะไร?

ภูมิแพ้ คือโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากร่างกายไวต่อสิ่งกระตุ้น หรือ สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ (Allergens) ส่งผลให้มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ อาหาร ขนสัตว์ รังแคของสัตว์ เกสรดอกไม้ เป็นต้น

โรคนี้เป็นได้ตั้งแต่เด็ก และผู้ใหญ่ บางคนมาเป็นภูมิแพ้ตอนโต บางคนก็เป็นตั้งแต่เด็กยันโต โรคนี้หากมีอาการแพ้เล็กน้อย ก็แค่มีน้ำมูกไหล ไอ จาม แต่ถ้ามีอาการแพ้รุนแรง ปากบวม หน้าบวม หายใจลำบาก หอบ เป็นลม ก็อาจอันตรายต่อชีวิตได้เลยทีเดียว!

Allernix - อัลเลอร์นิค ยาแก้แพ้

อาการของภูมิแพ้ มีอะไรบ้าง?

หมอกอล์ฟ นายแพทย์สิทธา ลิขิตนุกูล ได้กล่าวไว้ว่า อาการภูมิแพ้แบ่งออกเป็น 4 ระบบ ได้แก่

1. ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ

  • คัดจมูก มีน้ำมูกใส ๆ แต่ไม่มีไข้
  • จามบ่อย
  • มีเสมหะลงคอ
  • คันตา
  • หายใจเสียงดังวี๊ด ๆ

อาการดังกล่าวอาจเป็นแค่บางฤดูกาล และมักเป็นหนักในช่วงอากาศเย็น เช่น เช้าหรือกลางคืน อาจเป็นนาน 2-3 ชั่วโมง

2. ภูมิแพ้ผิวหนัง

  • ผื่นนูนแดง หรือแข็งเป็นขุย
  • บางรายเกาจนเป็นแผล
  • เกิดได้ที่บริเวณ ข้อพับ แก้ม หรือตามลำตัว

อาการภูมิแพ้ผิวหนัง มักจะสัมพันธ์กับอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปกะทันหัน เช่น ร้อนแล้วมาเย็นทันที, สารเคมีที่สัมผัส, และความเครียด

3. ภูมิแพ้ทางเดินอาหาร

  • แบบฉับพลัน ทานอาหารที่แพ้เข้าไปไม่เกิน 2 ชั่วโมง จะบวมริมฝีปาก คันคอ คัดจมูก เกิดลมพิษ หอบหืด ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน
  • แบบแฝง ทานโปรตีนชนิดนั้นไปเรื่อย ๆ เช่น นม ไข่ จนเกินขีดภูมิต้านทานรับไหว ก็จะเกิดอาการรุนแรงมาในทันที อาจช็อคหมดสติ และเป็นสาเหตุของหลายโรค เช่น หวัดเรื้อรัง หูน้ำหนวกเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ ข้ออักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ ซึมเศร้าเรื้อรัง สมาธิสั้น

4. ภูมิแพ้หลายระบบร่วมกัน

เป็นอาการแพ้ที่รุนแรง รวดเร็ว และมีอาการหลายระบบ ทำให้มีอาการ

  • คัน ปากบวม หน้าบวม
  • รู้สึกแน่นในลำคอ
  • จาม น้ำมูกไหล
  • หายใจลำบาก ใครที่เป็นโรคหืด อาจไปกระตุ้นให้เป็นมากกว่าเดิมได้
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง ความดันโลหิตลดต่ำลง หมดความรู้สึก
  • อาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อ่านเพิ่มเติม : รู้จักกับโรคภูมิแพ้ โดยหมอกอล์ฟ นพ.สิทธา ลิขิตนุกูล


ภูมิแพ้ มีสาเหตุจากอะไรได้บ้าง?

สาเหตุที่ทำให้เป็นภูมิแพ้ เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่

1. พันธุกรรม : เป็นสาเหตุจากกำเนิด

  • ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ ร้อยละ 50-70 ถ้ามีทั้งพ่อและแม่ เป็นภูมิแพ้
  • ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ ร้อยละ 30-50 หากพ่อหรือแม่ คนใดคนหนึ่งเป็น ภูมิแพ้
  • ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ ร้อยละ 10 ถ้าคนในครอบครัวไม่เคยมีประวัติเป็นภูมิแพ้เลย

2. สิ่งแวดล้อม : เป็นสาเหตุโดยตรง

สารก่อภูมิแพ้มักจะอยู่ในอากาศที่เราหายใจตลอดเวลา และมลภาวะทางอากาศที่แย่ลงทุกวัน มีโอกาสทำให้คนเป็นภูมิแพ้ก็มีมากขึ้น โดยสารที่มักก่อให้เกิดภูมิแพ้ ได้แก่ ฝุ่นละออง ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง ขนสัตว์ เชื้อรา แมลงสาบ เกสรดอกไม้ กลิ่นบุหรี่ ควันธูป สารเคมีต่าง ๆ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น

3. การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย : เป็นสาเหตุเสริม

เมื่อร่างกายอ่อนเพลียจากการอดนอน ทำงานหนัก เครียด วิตกกังวลเป็นประจำ ไม่ได้ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีสารเคมีมาก เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้ภูมิต้านทานอ่อนแอ และทำให้เป็นภูมิแพ้ได้

* เมื่อมีความเครียด ร่างกายจะหลั่ง สารฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งสารฮิสตามีนนี้ คือสารกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น

นอกจาก 3 สาเหตุหลักที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว โรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น โรคไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ไข้หวัด เจ็บคอ เป็นต้น ก็มีผลกระทบไปกระตุ้นให้โรคภูมิแพ้ มีอาการมากขึ้นได้


ภูมิแพ้ มีกี่ประเภท?

ภูมิแพ้แบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

  1. โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ หรือโรคแพ้อากาศ (Respiratory Allergy)
  2. โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Allergy)
  3. โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy)
  4. โรคภูมิแพ้ทางตา (Eye allergy)
  5. โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงที่มีอาการหลายระบบ (anaphylaxis)

6 อันดับ ตัวการก่อภูมิแพ้ ที่คนไทยแพ้มากที่สุด

  1. ไรฝุ่น
  2. แมลงสาบ
  3. ละอองเกสรดอกไม้
  4. ขนสัตว์
  5. ควันบุหรี่ / ควันธูป
  6. อาหารทะเล

โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ มีอะไรบ้าง?

ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดย…

  • ในผู้ใหญ่ ทุก 1 ใน 5 ราย หรือร้อยละ20 จะป่วยเป็นภูมิแพ้ทางจมูก
  • ในเด็กเล็ก พบว่า 4 ใน 10 ราย หรือร้อยละ 40 จะป่วยเป็นภูมิแพ้ทางจมูก

ส่วนโรคภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในเด็ก และผู้ใหญ่ จัดอันดับได้ดังนี้

อันดับ 1 : โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ ร้อยละ 23-50
อันดับ 2 : โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด ร้อยละ 10-15
อันดับ 3 : โรคผื่นผิวหนัง อักเสบจากภูมิแพ้ ร้อยละ 15
อันดับ 4 : โรคแพ้อาหาร ร้อยละ 5

อ่านเพิ่มเติม : โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีอะไรบ้าง?

ภูมิแพ้


ภูมิแพ้ เป็นโรคติดต่อหรือไม่?

คำตอบคือ ภูมิแพ้ ไม่ใช่โรคติดต่อ เพราะไม่ใช่โรคติดเชื้อ ไม่เหมือนโรคไข้หวัด, โควิด-19, หรือโรคติดต่ออื่น ๆ ที่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ แต่โรคภูมิแพ้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

เป็นภูมิแพ้บ่อย สามารถเป็นหวัดได้หรือไม่?

อาการภูมิแพ้ กับ ไข้หวัด อาจมีอาการคล้ายกันอยู่บ้าง แต่ภูมิแพ้จะไม่มีไข้ เสมหะไม่มีสี ทั้งนี้ภูมิแพ้อาจลามเป็นหวัดได้ถ้ามีการติดเชื้อ ต้องกินยาฆ่าเชื้อร่วมกับการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นเยอะ ๆ และสวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำ ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้

ภูมิแพ้ รักษาหายขาดได้ไหม?

นายแพทย์สิทธา ลิขิตนุกูล กล่าวว่า

ถ้าอยากรักษาภูมิแพ้ให้หายขาด ต้องหลีกเลี่ยงในสิ่งที่แพ้ โดยสังเกตว่าตนเองแพ้อะไร เช่น แพ้ควันบุหรี่ ควันรถยนต์ แพ้ฝุ่น ให้แก้ด้วยการใส่หน้ากากอนามัย ไม่ว่าจะเป็น หน้ากากผ้า หน้ากากN95 หรือหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ก็ช่วยได้หมด

แต่ถ้าภูมิแพ้เกิดจากความเย็น และความเครียด ต้องเสริมภูมิคุ้มกันตนเองด้วยการ ดื่มน้ำอุ่น ๆ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เสริมการรับประทานวิตามินซี ก็จะช่วยได้”


เป็นโรคภูมิแพ้ จำเป็นต้องไปรักษาที่โรงพยาบาล หรือไม่?

ปกติแล้วอาการภูมิแพ้ไม่ใช่โรคอันตรายร้ายแรง สามารถรักษาตัวได้เองที่บ้าน เช่น เลี่ยงสิ่งที่แพ้ กินยาแก้แพ้ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น

แต่อาการที่เข้าข่ายอันตราย ต้องไปโรงพยาบาล ก็มีได้เช่นกัน ดังอาการต่อไปนี้

  • มีอาการคันที่ขอบตา มีลมพิษ ผื่นแดงขึ้นทั่วตัว หรือผิวหน้า
  • มีอาการช็อค แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หอบเหนื่อย หายใจเสียงหวีด
  • ความดันโลหิตลดต่ำลง
  • ลิ้น ปาก หรือคอบวมมาก จากการแพ้อาหาร
  • ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว

ถ้ามีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานี้ แนะนำให้รีบเข้าพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านท่าน หรือ โทร 1669 โทรฟรี บริการฟรี 24 ชั่วโมง


6 วิธีป้องกัน และรักษาภูมิแพ้

สิ่งสำคัญที่สุดของการป้องกัน และรักษาภูมิแพ้ คือ การหลีกเลี่ยงในสิ่งที่เราแพ้ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด ง่ายที่สุด และไม่ต้องเสียเงินค่ารักษาด้วย และนอกจากหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธี ที่ผู้ป่วยภูมิแพ้ปฎิบัติตามแล้ว มีโอกาสหาย หรืออาการภูมิแพ้ดีขึ้นได้ ดังนี้

1. กินยาแก้แพ้ ยาแก้แพ้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ “แบบง่วง” และ “แบบไม่ง่วง” โดยปัจจุบันจะนิยมทานแบบไม่ง่วง เพราะ ไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน และมีประสิทธิภาพในการรักษาภูมิแพ้สูง

2. การทดสอบทางผิวหนัง หากใครไม่แน่ใจว่าตนเองแพ้อะไรอยู่ อาจเข้าพบแพทย์ให้รับการทดสอบทางผิวหนัง แพทย์จะใช้เข็มสะกิดเล็ก ๆ เป็นการนำสารที่คนส่วนใหญ่แพ้มาทดสอบตรงบริเวณนั้นดู ก็จะทราบได้ว่าเราแพ้อะไรบ้าง (ข้อนี้ให้ทำโดยแพทย์เท่านั้น ไม่ควรทำเอง)

3. เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต เครียดให้น้อยลง งดเหล้า งดบุหรี่ งดกินอาหารที่ทำให้เราแพ้ ออกกำลังกาย ดื่มน้ำ และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น

4. กำจัดไรฝุ่น / ฝุ่นในบ้าน ด้วยการหมั่นทำความสะอาดห้องนอน ห้องนั่งเล่นบ่อย ๆ หรือจะติดตั้งเครื่องกรองอากาศเพื่อดักจับฝุ่น ลดปริมาณฝุ่นในบ้าน ก็จะช่วยได้ดี

5. การใช้ยาเฉพาะทาง เช่น การใช้ยาสูดเพื่อรักษาโรคหืดภูมิแพ้ การใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อรักษาอาการภูมิแพ้รุนแรง ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

6. การฉีดวัคซีน หลักการคือ การใช้วัคซีนที่เตรียมจากสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้ มากระตุ้นให้ร่างกายของผู้ป่วยสร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ขึ้น โดยวิธีฉีดเข้าในผิวหนังทีละน้อย ๆ

เกร็ดความรู้เรื่องวัคซีนภูมิแพ้ : เป็นที่น่ายินดีว่าวัคซีนไรฝุ่น พบว่าโรงพยาบาลศิริราช เป็นโรงพยาบาลรายแรกในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ผลิตวัคซีนไรฝุ่นเพื่อจำหน่ายอย่างครบวงจรได้สำเร็จ! โดยวัคซีนที่ผลิตได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก และองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา และผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข อีกเช่นกัน

รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์พงศกร ตันติลีปิกร ได้กล่าวว่า ในอนาคตทีมวิจัย และพัฒนาวัคซีนภูมิแพ้ของมหาวิทยาลัยมหิดล จะต่อยอดผลสำเร็จจากการพัฒนาวัคซีนภูมิแพ้ สู่การพัฒนาวัคซีนชนิดอื่น ๆ อาทิ วัคซีนสำหรับผู้ที่แพ้แมว และแพ้สุนัข วัคซีนสำหรับผู้ที่แพ้แมลงสาบ และวัคซีนสำหรับผู้ที่แพ้ละอองเรณูหญ้า และวัชพืช เป็นต้น ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของการแพทย์ไทยเลยทีเดียว


7 วิธีเสริมภูมิคุ้มกัน ต่อสู้กับโรคภูมิแพ้

1. กินผักผลไม้ 5 สี สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ได้กล่าวไว้ว่า การได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยต้านการอักเสบของเซลล์ และช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้

2. กินผักตระกูลกะหล่ำชนิดต่าง ๆ เพราะ มีสารซัลโฟราเฟน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการแก่ตัวของเซลล์ กะหล่ำที่มีสารซัลโฟราเฟนสูง คือ กะหล่ำปลีเขียว บร็อคโคลี กะหล่ำดาว

3. เสริมโอเมก้า 3 โอเมก้า 3 ในน้ำมันปลา มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ นอกจากนี้ โอเมก้า 3 ยังช่วยลดการเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง และช่วยเสริมสร้างผนังเซลล์ในร่างกายได้อีกด้วย

4. วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของปอดให้ดีขึ้น

5. วิตามินดี มีส่วนช่วยในการควบคุมความรุนแรงของการเกิดโรค หอบหืด เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเป็นวิตามินที่ได้มาฟรี ไม่ต้องเสียเงิน เพราะร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากแสงแดด จึงควรออกไปรับแดดยามเช้า เป็นประจำ

6. ฟ้าทะลายโจร มีคุณสมบัติเด่นเรื่องการเสริมภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจ

7. หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ การออกกำลังกายเป็นที่รู้กันว่า จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง และเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงตามเช่นกัน โอกาสเป็นภูมิแพ้ก็จะน้อยลงนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม – อาหารต้านฝุ่นพิษ กินดีเสริมภูมิ พร้อมสู้ฝุ่นร้าย!


อ้างอิง :
1. สมาคมโรคภูมิแพ้ 2. มหาลัยมหิดล 3. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 1 / 2 4. โรงพยาบาลรามาธิบดี

ติดตาม GedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ ได้ที่…

Facebook : GEDGoodLife
Nutroplex : nutroplexclub
Twitter      : @gedgoodlife
Line          : @gedgoodlife
Youtube   : GEDGoodLife ชีวิตดีดี
TikTok      : @gedgoodlife

คุณสนใจเรื่องสุขภาพ อะไรบ้าง?

บทความที่เกี่ยวข้อง

Subscription

  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.
Ask the Expert Close