โรคกระเพาะอาหาร เกิดจากอะไร กินยาอะไรดี?

โรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในปัจจุบัน เนื่องจากสังคมที่มีแต่การแข่งขัน ทำให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันต่างก็ต้องเร่งรีบ และไม่ได้ดูแลรักษาสุขภาพกันมากนัก ก่อนที่จะต้องมานั่งทรมานปวดท้อง

เรามาทำความรู้จักกับเจ้าโรคนี้ให้ดีขึ้นอีกสักนิดกันดีกว่า จะได้ระมัดระวังและดูแลป้องกันตัวเองได้อย่างถูกต้อง

โรคกระเพาะอาหาร หมายถึงอะไร?

คำว่า "โรคกระเพาะ" ตามความหมายของแพทย์ หมายถึง แผลที่เกิดบนเยื่อบุกระเพาะอาหาร (stomach) หรือลำไส้เล็กส่วนต้นหรือดูโอดีนัม (duodenum) ตรงกับคำว่า แผลเพ็ปติก (Peptic ulcer) อธิบายง่าย ๆ คือ โรคที่เกิดแผลขึ้นที่บริเวณกระเพาะอาหารรวมถึงลำไส้เล็กส่วนต้น

สาเหตุของโรคกระเพาะ

  • มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป ร่วมกับเยื่อบุกระเพาะอาหาร และลำไส้มีความต้านทานต่อกรดลดลง จึงทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาการ
  • ติดเชื้อ เฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ติดต่อโดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อ
  • กินสิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้ เช่น ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม และยาบางชนิด
  • มีนิสัยการกินอาหารที่ไม่ถูกต้อง เช่น กินอาหารอย่างเร่งรีบ กินอาหารไม่เป็นเวลา หรืออดอาหารบางมื้อ
  • การสูบบุหรี่ จะเป็นเพิ่มโอกาสของการเป็นแผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล คิดมาก นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์หงุดหงิด พักผ่อนไม่เพียงพอ

อาการของ โรคกระเพาะอาหาร

มักมีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียด หรือจุกแน่น บริเวณใต้ลิ้นปี่ มีอาการปวดเหล่าได้ทั้งก่อนกินอาหาร หลังกินอาหารใหม่ๆ และเวลาที่ท้องว่างหรือหิว อาการปวดจะเป็นๆ หายๆ เป็นได้วันละหลายครั้งหรือตามมื้ออาหาร มักปวดนาน 15 – 30 นาที และอาการจะบรรเทาลง เมื่อกินอาหาร ดื่มนม หรือกิน ยาลดกรด

*การเกิดโรคกระเพาะอาหารนั้นมักพบในชายมากกว่าหญิงประมาณ 3 : 1 ระหว่างอายุ 20 ถึง 50 ปี

ความรุนแรงของโรค

โรคกระเพาะอาหาร ความจริงแล้วถือว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรง และสามารถรักษาให้หายได้ ถ้าได้รับการดูแลรักษาที่ดี และมีการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ป่วย แต่ถ้าหากเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน เนื่องจากอาจมีการอักเสบ หรือเลือดออกไม่หยุดในบริเวณที่เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และหากมีอาการเรื้อรัง ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

โรคกระเพาะอาหาร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมการแพทย์

5 สัญญาณเสี่ยง โรคกระเพาะอาหาร

ลักษณะเฉพาะของโรคกระเพาะอาหาร ที่รู้กันโดยทั่วไปก็คือ อิ่มก็ปวด หิวก็ปวด ซึ่งคล้ายคลึงกับการปวดท้องแบบอื่นๆ จนแยกแทบไม่ออก โดยจะสามารถแยกโรคกระเพาะอาหารออกจากการปวดท้องแบบอื่นได้ โดยสังเกตจาก 5 สัญญาณเสี่ยงดังนี้

  1. มีอาการปวดท้องแบบจุกๆ แสบๆ จู่ๆ ก็ปวดจี๊ดขึ้นมา แล้วจู่ๆ ก็หายไป โดยจะปวดบริเวณลิ้นปี่ หรือเหนือสะดือ
  2. จะมีอาการปวดท้องทางด้านขวา ช่วงที่รู้สึกหิวหรืออิ่ม แต่อาจไม่ได้ปวดมาก และสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ ด้วยการกินยาลดกรด
  3. ปวดแสบช่วงท้อง บางครั้งอาจเจ็บขึ้นมาถึงตรงลิ้นปี่ โดยไม่เกี่ยวว่าจะท้องว่างหรืออิ่ม
  4. มีอาการปวดท้องจนทำให้ต้องตื่น เมื่อนอนหลับ มักเกิดขึ้นแบบไม่แน่นอน
  5. ปวดท้องมาก ๆ จนอาจอาเจียน หรือถ่ายเป็นเลือด

แม้ว่าการสังเกต 5 สัญญาณเสี่ยงที่บ่งบอกว่าคุณเป็นโรคกระเพาะอาหาร จะช่วยแยกโรคได้ในระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ป่วยก็ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉันจากแพทย์ว่า อาการปวดท้องที่เกิดขึ้นนั้นมีสาเหตุมาตจากโรคกระเพาะอักเสบจริงหรือไม่ เพราะบางอาการปวดที่เกิดขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคกระเพาะเสมอไป

โรคกระเพาะอาหาร

การรักษาโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ จะรักษาตามสาเหตุเป็นหลัก หากเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ก็จะรักษาด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น ยาคลาริโธรมัยซิน ยาอะมอกซิซิลลิน หรือยาเมโทรนิดาโซล เพื่อช่วยในการการฆ่าเชื้อ

หากผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ แพทย์ก็จะรักษาไปตามอาการ เพื่อประคองอาการและช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้น เช่น จ่ายยาลดกรด เพื่อลดการหลั่งกรด ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หากสาเหตุเกิดจากการกินยากลุ่มยาบรรเทาอาการปวด แพทย์ก็จะแนะนำให้หยุดการใช้ยาในเบื้องต้น และทำการปรับเปลี่ยนยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันให้แทน เป็นต้น

นอกจากนี้ แพทย์จะมีการแนะนำให้หยุดพฤติกรรมที่อาจส่งผลให้อาการแย่ลง เช่น ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงการสูบบุหรี่

เป็นโรคกระเพาะแล้ว ควรกินยาอะไรดี?

เมื่อเราเป็นโรคกระเพาะ จะต้องกินยาอยู่ 2 กลุ่ม คือ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร และ ยากระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหาร หากผู้ป่วยมีแผลในกระเพาะอาหาร แพทย์ก็จะแนะนำให้กินยาลดกรดต่อเนื่องเป็นเวลา 6 - 8 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหาย โดยดูผ่านการส่องกล้องทางเดินอาหาร

หากผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติในเบื้องต้น แพทย์ก็มักจะแนะนำให้กินยาลดกรดเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ ส่วนยาประเภทอื่น ๆ เช่น ยาขับลม ควรกินเฉพาะตอนที่มีอาการแน่นท้อง จากลมที่เกิดขึ้นมากในกระเพาะอาหาร

การดูแลตนเองเมื่อเป็น โรคกระเพาะ

หากคุณเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบไปแล้วละก็ สิ่งที่ควรทำก็คือ

  • กินอาหารให้ตรงเวลา
  • กินอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
  • หลีกเลี่ยงการกินสิ่งที่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร เช่น ยาชุด ยาแก้ปวดข้อ ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาที่มีสเตียรอยด์ น้ำอัดลม อาหารรสจัด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ช็อคโกแลต ชา กาแฟ
  • งดสูบบุหรี่
  • จำกัดปริมาณอาหารที่กินในแต่ละมื้อ ไม่ให้มากจนเกินไป
  • พยายามลดความเครียด เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ทำสมาธิ
  • หมั่นออกกำลังกาย
  • กินยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ
  • กินยาลดกรด โดยปริมาณที่แนะนำคือ ยาน้ำ 1 - 2 ช้อนโต๊ะ หรือยาเม็ด 1 - 2 เม็ด (เคี้ยวก่อนกลืน) วันละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น โดยกินหลังอาหาร 1 ชั่วโมง และช่วงก่อนนอน หากมีอาการปวดท้องก่อนถึงเวลากินยา สามารถกินเพิ่มได้ และควรกินติดต่อกันอย่างน้อย 4 - 8 สัปดาห์
  • กินยาสม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ

หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

"Expert ดีดี" ไอ หวัด ปวดท้อง อย่าปล่อยให้เรื้อรัง ปรึกษาฟรี คลิกเลย!

กดติดตาม GedGoodLife เพื่อสุขภาพดีดีทาง Facebook ได้ --> ที่นี่

ถาม-ตอบ
ปัญหาสุขภาพ