gedgoodlife

7 วิตามินเด็ก ห้ามขาด ที่ร่างกายลูกต้องการ

  เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องแน่ใจว่า ลูกได้รับสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุอย่างเพียงพอ เพื่อให้ร่างกายเติบโต แข็งแรงมีสุขภาพที่ดีที่สุด มาเช็กกันว่า วิตามินเด็ก อะไรบ้างที่จำเป็น และลูกได้รับอย่างเพียงพอไหม 7 วิตามินเด็ก ที่สำคัญกับร่างกายของลูก 1. แคลเซียม (Calcium) แคลเซียม จำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก และ ฟัน โดยเฉพาะในวัยเด็กที่กระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ หากตั้งแต่เด็กจนโต ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนและกระดูกเสื่อม เมื่ออายุมากขึ้น แคลเซียมยังช่วยในการทำงานของระบบประสาทอีกด้วย ปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เด็กอายุ 1-3 ปี: 500 มิลลิกรัมต่อวัน เด็กอายุ 4-10 ปี: 800 มิลลิกรัมต่อวัน อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นม เนย ชีส โยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น คะน้า ปลาแซลมอน 2. วิตามินเอ (Vitamin A) วิตามินเอ ช่วยในเรื่องการมองเห็น 7 วิตามินเด็ก ห้ามขาด ที่ร่างกายลูกต้องการ

รู้จัก โอลิโกฟรุกโตส ใยอาหารประโยชน์แน่นสำหรับลูก

  หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ โอลิโกฟรุกโตส แต่ถ้าเรียกมันว่า ใยอาหาร หลายคนคงคุ้นหูกันมากขึ้น แต่จะมีกี่คนที่ทราบว่า โอลิโกฟรุกโตสนั้นมีประโยชน์ และมีความสำคัญกับสุขภาพลูกแค่ไหน จะหาโอลิโกฟรุกโตสได้จากไหนบ้าง ถ้าลูกได้รับโอลิโกฟรุกโตสเป็นประจำจะดีกับร่างกายอย่างไรบ้างบ้าง มาหาคำตอบ คลายความสงสัยกัน ทำความรู้จักกับใยอาหาร ก่อนจะไปรู้จักกับโอลิโกฟรุกโตส มาทำความรู้จักกับ “ใยอาหาร” กันก่อน สำหรับใยอาหารนั้น แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ 1. ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ ช่วยเพิ่มกากอาหาร และทำความสะอาดทางเดินอาหาร 2. ใยอาหารละลายน้ำ ในกลุ่มนี้เมื่อละลายน้ำ จะมีลักษณะเป็นเจล สามารถจับน้ำตาล ดูดซับน้ำมันได้ ใยอาหาร ช่วยให้การขับถ่ายสะดวก ช่วยจับไขมันจากอาหาร ลดการดูดซึมพวกน้ำตาล ดังนั้นจึงมีผลดีต่อคนเป็นเบาหวาน ช่วยป้องกันการดูดซึมของสารก่อมะเร็ง เพราะขับถ่ายออกได้เร็ว และลดการสัมผัสต่อผนังลำไส้ นอกจากนี้ยังช่วยในการลดน้ำหนัก เนื่องจากทำให้ปริมาณอาหารมากขึ้น มีการดูดน้ำเข้ามาในทางเดินอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว ไม่อยากอาหาร ปริมาณใยอาหารที่ร่างกายต้องการ สำหรับปริมาณใยอาหารที่เราควรได้รับอย่างเพียงพอ คือ ผักประมาณ 2 ทัพพี ต่อมื้อ และกินข้าวกล้อง มีผลไม้ 3 – 4 รู้จัก โอลิโกฟรุกโตส ใยอาหารประโยชน์แน่นสำหรับลูก

5 โรคแปลกหายากในเด็ก ที่อาจทำลูกป่วยโดยไม่รู้ตัว

  ลำพังโรคภัยไข้เจ็บทั่วไป แม่ก็ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ลูกน้อยเจ็บป่วยอยู่แล้ว แต่นอกจากโรคที่พบเจอบ่อย ๆ แม่ก็ควรมีความรู้เรื่อง โรคแปลกหายาก ในเด็กไว้บ้าง เพราะลูกอาจจะแจ็คพ็อต เจ็บป่วย มีอาการแปลก ๆ ได้แบบไม่รู้ตัว มีโรคแปลกอะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ มาเช็กกัน 5 โรคแปลกหายาก ที่อาจทำลูกป่วยโดยไม่รู้ตัว 1. โรคเฮอร์แปงไจน่า (Herpangina) เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสชนิดเดียวกันกับโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งพบเจอได้บ่อยในช่วงฤดูฝน แต่มีอาการแตกต่างจากโรคมือ เท้า ปาก คือ โรคเฮอร์แปงไจน่า จะมีแผลเฉพาะที่ปากเท่านั้น โดยสามารถติดต่อกันได้ผ่าน สารคัดหลั่ง น้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในกลุ่มคอกซากีไวรัสกรุ๊ปเอ (Coxsackie viruses A sero type 1 – 10, 16 และ 22) และเอ็นเทอร์โรไวรัส (Enterovirus) อาการ มีไข้เฉียบพลัน ไข้อาจสูงถึง 40 5 โรคแปลกหายากในเด็ก ที่อาจทำลูกป่วยโดยไม่รู้ตัว

สัญญาณเตือน “คลอดก่อนกำหนด” เตรียมพร้อมก่อนสาย

  คลอดก่อนกำหนด เป็นภาวะที่คนเป็นแม่คงไม่อยากจะเจอนัก ถึงแม้จะอยากเห็นหน้าลูกมากแค่ไหน แต่ก็อยากให้ลูกคลอดตอนครบกำหนด เพื่อให้ลูกน้อยแข็งแรง สมบูรณ์ที่สุด แต่หากเกิดเหตุไม่คาดคิด จะมีสัญญาณเตือนอะไรบ้างที่บอกว่าแม่อาจคลอดก่อนกำหนด การเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด (Preterm Labor) คือ ภาวะที่มดลูกบีบตัวอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ปากมดลูกเปิด ก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ การคลอดก่อนกำหนด (Preterm Birth) มีการกำหนดไว้ว่า คือ ทารกที่คลอดในช่วงอายุครรภ์ 20 – 37 สัปดาห์ ถือเป็นทารกคลอดก่อนกำหนด ซึ่งเป็นการกำหนดจากอายุครรภ์ที่น้อยที่สุดที่สามารถเลี้ยงทารกให้รอดชีวิตได้เมื่อคลอดออกมา คลอดก่อนกำหนด อาจมีการกำหนดอายุครรภ์ที่แตกต่างกันไป 20 สัปดาห์บ้าง หรือ 24 สัปดาห์บ้าง สาเหตุที่ทำให้ คลอดก่อนกำหนด เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนด เคยแท้งมาก่อน มดลูกยืดขยายมากเกินไป เช่น มีลูกแฝด ตั้งครรภ์แฝดน้ำ มีความผิดปกติของมดลูก เช่น เคยผ่าตัดมดลูก มดลูกไม่แข็งแรง มีภาวะถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือ อายุมากกว่า สัญญาณเตือน “คลอดก่อนกำหนด” เตรียมพร้อมก่อนสาย

หน้าฝนไอไม่หยุด ระวัง ” โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน “

  อาการป่วยที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน หรือ ช่วงอากาศเปลี่ยน นอกจากไข้หวัดแล้ว อีกหนึ่งโรคที่อาจตามมาพร้อมกับไข้หวัด คือ โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เพราะมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ถ้าสังเกตว่าลูกป่วยเป็นหวัด แล้วไม่หายสักที หรือมีอาการไอไม่หยุด อาจจะกำลังเจอกับโรคนี้เข้าแล้ว โรคหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวม มีเสมหะในหลอดลม ทำให้มี อาการไอ ไอมีเสมหะ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก เจ็บคอได้ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือโรคหลอดลมอักเสบชนิดเฉียบพลัน และ โรคหลอดลมอักเสบชนิดเรื้อรัง โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchitis) โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน คือ การอักเสบของเยื่อบุผิวภายในหลอดลม ทำให้ต่อมเมือกของหลอดลมโตขึ้นและหลั่งเมือก หรือ เสมหะ ออกมามากกว่าปกติ เกิดอาการ ไอมีเสมหะ บางครั้งอาจอุดกั้นให้ช่องทางเดินของหลอดลมแคบลง เกิดอาการหอบเหนื่อยได้ ซึ่งมักมีอาการไม่เกิน 3 สัปดาห์ สาเหตุโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน – การติดเชื้อไวรัส พบบ่อยในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ที่อากาศเย็น หน้าฝนไอไม่หยุด ระวัง ” โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน “

“8 อาหารบำรุงผิว” เสริมผิวสวย จนสาว ๆ ต้องบอกต่อ!

  ผิวเปล่งปลั่งสดใสดูสุขภาพดี สาว ๆ คนไหนก็อยากมีทั้งนั้น และผิวที่ดูสวยสุขภาพดีจริง ๆ คือผิวที่สวยมาจากภายใน ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และที่ขาดไม่ได้ คือ อาหารบำรุงผิว ที่ช่วยทั้งบำรุงผิวพรรณ ชะลอความแก่ ลดสิว และ ริ้วรอย ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่งขึ้นอย่างธรรมชาติ มาดูกันดีกว่าว่า 8 อาหารบำรุงผิว มีอะไรบ้าง? 1. มะเขือเทศ นอกจากในมะเขือเทศจะมีสารไลโคปีน ที่มีวิตามินหลายหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค วิตามินเอ และวิตามินซี ซึ่งช่วยลดฮอร์โมน ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำแล้ว ยังมีเบตาแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการปกป้องผิว จากรังสี UV ป้องกันไม่ให้แสงแดดมาสร้างความเสียหายให้กับผิว ป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอย ต้านการอักเสบของผิว แถมยังช่วยให้ผิวดูขาว เปล่งปลั่ง และกระจ่างใสอีกด้วย 2. ปลาทะเล โดยเฉพาะปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 “8 อาหารบำรุงผิว” เสริมผิวสวย จนสาว ๆ ต้องบอกต่อ!

อากาศร้อนชื้น ส่งผลกระทบสุขภาพอะไรบ้าง แล้วควรกินอะไรดี?

  อากาศร้อนชื้น ในประเทศไทย คือ ช่วงที่อยู่ในฤดูฝน ประมาณพฤษภาคม ถึง ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งก่อนฝนตก จะมีอากาศร้อนอบอ้าว ถ้าเราไม่ป้องกันให้ดี ร่างกายก็จะอ่อนแอ ความร้อนชื้นจะเข้าไปสู่ร่างกาย ทำให้มีผลต่อสุขภาพได้ อากาศร้อนชื้น ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร? สภาพอากาศร้อนชื้น เปรียบเสมือน “ผ้าเปียกห่อหุ้มหลอดไฟ” ทำให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ทันและ สำหรับผู้ที่ทำงานกลางแดดนาน ๆ อาจเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทั้งนี้ ตามปกติอุณหภูมิในร่างกายมนุษย์เฉลี่ยอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส เมื่อความร้อนชื้นเข้าไปสู่ร่างกาย ทำให้มีผลต่อ… โรคหอบหืด และ ภูมิแพ้ เพราะ เชื้อโรค เชื้อรา จุลินทรีย์ ที่เรามองไม่เห็น เติบโตได้ดีในสภาพอากาศชื้น ผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร เช่น ตับ ม้าม กระเพาะอาหาร เป็นต้น ผิวหนังอักเสบ มีผื่นคัน โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ ขาหนีบ เพราะ อากาศร้อนชื้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ต่อมเหงื่ออุดตันจนร่างกายไม่สามารถขับเหงื่อออกมาทางผิวหนังได้ตามปกติ เกิดอาการผิดปกติของตับได้ อากาศร้อนชื้นทำให้ระบบการขับระบายของตับ และการขับน้ำดีผิดปกติ ควรทานอะไรดี อากาศร้อนชื้น ส่งผลกระทบสุขภาพอะไรบ้าง แล้วควรกินอะไรดี?

เหงื่อออกรักแร้ เปียกแฉะไปหมด แก้ยังไงดีนะ?

  เหงื่อออกรักแร้ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลัก ที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องกลิ่นตัว สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเพศหญิง และเพศชาย แถมเมื่อ เหงื่อออกรักแร้ มาก ๆ เข้า ก็ทำให้เราเสียบุคลิกภาพ ทั้งจากกลิ่นเหม็น รักแร้มีกลิ่น มีคราบเหลือง คราบเหงื่อ ใต้วงแขนเปียกแฉะไปทั้งเสื้อ จนไม่กล้ายกมือขึ้น เหงื่อออกรักแร้ จึงกลายเป็นปัญหาที่หลายคนแก้ไม่ตก จนแทบจะทำให้หมดความมั่นใจไปเลย แต่ก็อย่าเสียเซลฟ์ไป มารีบจัดการปัญหานี้ให้หมดไป และเรียกความมั่นใจกลับคืนมากันดีกว่า ! ทำไมถึงมี เหงื่อออกรักแร้ ? ปัญหาเหงื่อออกรักแร้ มีสาเหตุมาจากการที่ต่อมเหงื่อ สร้างเหงื่อออกมามากผิดปกติ หรือ hyperhidrosis ส่งผลให้บริเวณรักแร้เปียกแฉะอยู่ตลอดเวลา บางคนอาจมีเหงื่ออกมากที่ข้อพับอื่น หรืออาจมีเหงื่อออกมากที่มือ เท้า หรือใบหน้าด้วย เหงื่อออกแบบไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ ? การที่เรามีเหงื่อออก เป็นเรื่องปกติตามกลไกของร่างกาย ที่พยายามขับเหงื่ออกมาเพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เย็นลง แต่ถ้าคุณกำลังนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แล้วยังมีเหงื่อออกได้ ทั้งที่ไม่ได้มีอาการตื่นเต้นหรือตกใจใด ๆ หรืออยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ ก็เหงื่อไหลเป็นหยดจากมือ เท้า รักแร้ และส่วนอื่น เหงื่อออกรักแร้ เปียกแฉะไปหมด แก้ยังไงดีนะ?

ยาพาราเซตามอล อันตรายตามข่าวจริงหรือ ? เด็ก และ ผู้ใหญ่ ควรกินอย่างไร?

  พาราเซตามอล หรือ ยาพารา ฯ​ เป็นยาแก้ปวดที่รู้จักกันดี แต่กลับมีหลายคนบอกกันว่าเป็นยาอันตราย เรื่องจริงเป็นยังไงกันแน่ จะกินยาพาราให้ปลอดภัยต้องทำยังไง GedGoodLife มาไขปัญหาให้แล้ว พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า ยาพารา ฯ​ เป็นยาแก้ปวดที่รู้จักกันดี เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมี ทุกคนต้องเคยกิน พาราเซตามอล หรือ ยาพารา ฯ​ มีสรรพคุณในการ แก้ปวด แก้ไข้ ลดไข้หวัด หาซื้อง่าย ไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์​ นอกจากนี้พาราเซตามอล ยังผสมอยู่ใน ยาแก้ไขหวัด ซึ่งใช้ รักษาไข้หวัด เพราะมีตัวยาพาราเซตามอลแก้ปวด และ ยาลดน้ำมูกผสมอยู่ด้วย รวมทั้ง ยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด ก็มียาพาราเซตามอลผสมอยู่ด้วย การออกฤทธิ์ของยาพาราเซตามอล – แก้ปวด กลไกการออกฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวดของพาราเซตามอลนั้น เกิดจาก ความสามารถในการยับยั้งการสังเคราะห์พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ในระบบประสาท ส่วนกลาง และระบบประสาทส่วนปลาย – ลดไข้ กลไกการออกฤทธิ์ในการลดไข้ ยาพาราเซตามอล อันตรายตามข่าวจริงหรือ ? เด็ก และ ผู้ใหญ่ ควรกินอย่างไร?

“ภูมิแพ้อาหารทะเล” รักษาได้ไหม ป้องกันได้เปล่า? มาดูคำตอบกัน

  ไปกินบุฟเฟห์อาหารทะเลมา มีทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา ก็จัดการสวาปามเข้าไปอย่างหนัก แล้วจู่ ๆ ก็มีอาการ ปากบวม มีผื่นคันตามตัว หน้าตาแดงไปหมด!! หรือเราเป็น ภูมิแพ้อาหารทะเล !? ไม่นะ ไม่จริงใช่ไหม ฉันจะอดกินอาหารทะเลที่รักของฉันไปตลอดกาลงั้นหรอออ! มันจะพอมีวิธีเอาชนะ หรืออะไรบ้างไหม GedGoodLife ช่วยบอกที! ทำไมถึงเป็น ภูมิแพ้อาหารทะเล ? การแพ้อาหารทะเล จัดเป็น โรคภูมิแพ้ ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจาก การแพ้อาหาร (Food Allergy) ซึ่งการแพ้อาหาร มีสาเหตุจาก ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะ หรือแอนติบอดี้ชนิด Immunoglobulin-E (IgE) ที่ผิดปกติต่ออาหารที่รับประทานเข้าไป โดยร่างกายเข้าใจว่า อาหารชนิดนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม หรือสารก่อภูมิแพ้ (Antigen) จึงทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ และแสดงอาการแบบเฉียบพลันภายใน 2 ชั่วโมง ภายหลังการรับประทานอาหาร อาการของคนแพ้อาหารทะเล อาการแสดงการแพ้อาหารทะเล อาจเกิดขึ้นได้ในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย คือ – เกิดที่ระบบผิวหนัง และ “ภูมิแพ้อาหารทะเล” รักษาได้ไหม ป้องกันได้เปล่า? มาดูคำตอบกัน

โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีอะไรบ้าง?

  โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ซึ่งคนไทยนั้นโรคภูมิแพ้สูงขึ้นทุกปี ส่วนใครที่ยังไม่มีอาการภูมิแพ้ ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสป่วยเป็นโรคภูมิแพ้นะ มาดูกันว่า โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย ๆ มีอะไรบ้าง แล้วจะต้องเตรียมรับมือ ป้องกันอย่างไร โรคภูมิแพ้ คืออะไร? โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นภาวะผิดปกติที่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ซากแมลงสาบ และขนแมว ขนสุนัข โดยสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับร่างกายในคนปกติ แต่ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงกว่า และทำให้ร่างกายเกิดอาการต่าง ๆ เช่น จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก เยื่อบุตาขาวแดง คันตา น้ำตาไหล หอบ ไอ มีผื่นคันสีแดง อาการแพ้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง แต่บางครั้ง ปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่รุนแรงแบบเฉียบพลัน ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก และมีอันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน   “ภูมิแพ้” มีอาการแบบนี้ คนที่เป็นภูมิแพ้ แต่ละคนจะมีอาการแตกต่าง รุนแรงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้ และ การตอบสนองของอวัยวะนั้น ๆ – เกิดขึ้นบริเวณจมูก ทำให้เกิดจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาการจาม คันจมูก คัดจมูก คันเพดานปากหรือคอ โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีอะไรบ้าง?

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ คืออะไร จะรู้ได้ยังไงว่าติดเชื้อ?

  โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection) เป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ใครที่ยังไม่เคยเป็น อย่าคิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสพบเจอกับโรคนี้ โดยเฉพาะคุณสาว ๆ นั้นมีโอกาสเป็นโรคนี้กันเยอะมาก โรคนี้คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราติดเชือนี้หรือยัง มาเช็ก เพื่อเตรียมรับมือกัน รู้จักระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบทางเดินปัสสาวะ ประกอบด้วยอวัยวะหลายส่วน ทำหน้าที่กำจัดของเสีย และ รักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ระบบทางเดินปัสสาวะประกอบไปด้วย ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และ ท่อปัสสาวะ ไต มีหน้าที่หลักคือกรองของเสียที่อยู่ในเลือด ดูดซึมสารที่มีประโยชน์ รักษาสมดุลของเหลว ฯลฯ ท่อไต ทำหน้าที่นำปัสสาวะจากไตลงสู่กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ เป็นอวัยวะสำหรับพักปัสสาวะไว้ชั่วคราว ก่อนขับออกจากร่างกาย ท่อปัสสาวะ เป็นท่อต่อจากกระเพาะปัสสาวะ ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกสู่นอกร่างกาย ทางเดินปัสสาวะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน 1. ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง (Lower urinary tract) หมายถึง กระเพาะปัสสาวะ และ ท่อปัสสาวะ 2. ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ คืออะไร จะรู้ได้ยังไงว่าติดเชื้อ?

8 เทคนิค การป้อนยาเด็ก ถูกวิธี ช่วยลูกหายป่วยเร็ว

  การใช้ยา หรือ การป้อนยาเด็ก ที่ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่เท่าผู้ใหญ่ ต้องเพิ่มความระมัดระวังกว่าปกติ เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นแล้ว ผลเสียที่เกิดกับเด็กจะร้ายแรงกว่าที่เกิดกับผู้ใหญ่หลายเท่า และอาจเป็นเหตุผลว่า กินยาแล้วทำให้ลูกไม่หายป่วยสักที ! หลักการใช้ยาเบื้องต้นในเด็ก คือ 1.ไม่ควรใช้ยาโดยไม่จำเป็น หากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง เพราะโรคบางโรคที่ไม่รุนแรง สามารถปล่อยให้อาการหายเองได้ 2. ควรเลือกยาที่มีความปลอดภัยสูง โดยพยายามเลือกยาที่คุ้นเคย หรือที่เคยใช้แล้วปลอดภัย พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาชนิดใหม่ ๆโดยไม่จำเป็น 3. ควรอ่านฉลากยาให้ถี่ถ้วนก่อน ควรสังเกต และ จำว่ายาที่เคยใช้กับลูก เปลี่ยนแปลงจากที่เคยใช้ หรือไม่ เพราะเภสัชกรมักเลือกยาประเภทน้ำเชื่อมให้เด็ก ซึ่งอาจจะหมดอายุเร็วกว่ายาเม็ด ถ้ายามีลักษณะต่างไปจากปกติตอนแรก ไม่ควรให้ลูกกิน เอกสารประกอบยา หรือ สลากข้างขวดยา อาจมีการแบ่งช่วงอายุเด็กต่างกันไป ดังนี้ 1. เด็กแรกเกิด (New Born) หมายถึง เด็กแรกคลอดจนถึง 4 สัปดาห์ 2. เด็กอ่อนหรือทารก (Infant) หมายถึง เด็กแรกคลอดจนถึง 1 ขวบ 3. 8 เทคนิค การป้อนยาเด็ก ถูกวิธี ช่วยลูกหายป่วยเร็ว

โรคไอพีดี โรคติดเชื้ออันตรายที่มากับสายฝน

  เนื่องจากในฤดูฝนนั้นอากาศเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อย มีความชื้นมากทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้ดี หากถูกฝนก็มีโอกาสเจ็บป่วยมีโอกาสเกิดโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจได้ง่าย และวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ โรคไอพีดี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่ชอบมากับหน้าฝน ทำความรู้จัก โรคไอพีดี โรคไอพีดี (Invasive Pneumococcal Disease – IPD) หรือ โรคติดเชื้อนิวโมคอกคัส (Invasive Pneumococcal Infection) เป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากร่างกายติดเชื้อ นิวโมคอกคัส ที่สามารถติดต่อกันได้ระหว่างคนสู่คน สามารถพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่จะพบบ่อยในเด็กเล็ก ที่อายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องมาจากร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันน้อย อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเสียชีวิตหรือพิการได้ ตัวเชื้อนิวโมคอคคัสมักพบอาศัยอยู่ในโพรงจมูกหรือคอของคนทั่วไป ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ (เป็นพาหะ) แต่แพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ เพียงการ ไอ จาม สัมผัสสิ่งคัดหลั่ง ไอพีดี สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อได้ในอวัยวะหลายระบบ ได้แก่ การติดเชื้อในทางเดินหายใจ การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อในระบบประสาท สาเหตุของโรคไอพีดี (IPD) เกิดจากเชื้อนิวโมคอคคัส (Pneumococcus) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมบวก มี อาการป่วยเมื่อติดเชื้อไอพีดี เริ่มจากเมื่อเชื้อ โรคไอพีดี โรคติดเชื้ออันตรายที่มากับสายฝน

รู้ไว้ไม่มั่ว! ความเชื่อผิดๆ อาหารของคนท้อง

  คนท้องอยากกินนั่น อยากกินนี่ แต่ก็เจอกับข้อห้ามเยอะแยะไปหมด มีข้อห้ามอะไรบ้างที่เป็นความเชื่อผิด ๆ เรื่อง อาหารของคนท้อง แล้วอาจทำให้พลาดของอร่อยตอนท้องไป ถ้ารู้ไว้จะระมัดระวัง และเลือกกินของที่อยากกินได้อย่างสบายใจมากขึ้น ความเชื่อผิด ๆ อาหารของคนท้อง อยากกินของเปรี้ยวจะได้ลูกสาว ? ถ้าอยากกินอาหารรสเปรี้ยว ๆ ทายว่าจะได้ลูกสาว เป็นความเชื่อที่ไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ อาการที่อยากกินของเปรี้ยวนั้น อาจจะเกิดขึ้น เพราะอาการวิงเวียนศีรษะ หรือแพ้ท้องในช่วงแรก ๆ มากกว่า ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับเพศของลูก กินกระเทียมบอกเพศลูกได้ ? ไม่จริง ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อในต่างประเทศ ที่ว่ากันว่าถ้ากินกระเทียมแล้ว มีกลิ่นกระเทียมออกมาตามรูขุมขนจะได้ลูกชาย แต่ถ้าไม่มีกลิ่นจะได้ลูกสาว ซึ่งไม่มีหลักฐานข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่บอกได้ว่ากระเทียมจะเกี่ยวกับการบอกเพศลูก การดูเพศลูกที่ชัดเจน คือ ตรวจโครโมโซม หรือ อาจจะดูจากการอัลตราซาวด์ก็ได้ กินน้ำมะพร้าวเผาเสี่ยงแท้ง ? เรื่องการกินน้ำมะพร้าว เป็นความเชื่อที่พูดถึงกันมานาน บางคนบอกว่ากินน้ำมะพร้าวเผา ระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้ปวดท้อง หรือแท้งได้ เพราะเชื่อว่าในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่ทำให้มดลูกบีบตัวได้ แต่ถึงจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนจริง แต่ก็มีในปริมาณน้อยมาก จนแทบไม่มีผลต่อการบีบรัดตัวมดลูกจนแท้งได้ ซึ่งการกินน้ำมะพร้าว ยังไม่มีข้อพิสูจน์ หรือ รู้ไว้ไม่มั่ว! ความเชื่อผิดๆ อาหารของคนท้อง

เทคนิค “เคาะปอด” ช่วยลดอาการไอ ขับเสมหะให้ลูกน้อย

  เวลาที่เด็ก ๆ มีเสมหะ มีอาการไอ คนเป็นพ่อแม่คงพยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ลูกเอาเสมหะออกมาให้ได้ ในเด็กโตก็ไม่ค่อยมีปัญหามาก แต่สำหรับเด็กเล็กที่ยังขับเสมหะ ยังไอไม่ได้ อาจจะเจอปัญหามีเสมหะคั่งค้าง เรามารู้จักวิธีที่เรียกว่า เคาะปอด เพื่อระบายเสมหะกัน การเคาะปอดเพื่อระบายเสมหะ (percussion) คือ การทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนผ่านผนังทรวงอกลงไปถึงแขนงหลอดลม ทำให้เสมหะที่เกาะอยู่บริเวณต่าง ๆ ของทางเดินหายใจส่วนปลายค่อย ๆหลุดเลื่อนและไหลออกมา ตามแขนงหลอดลมจากเล็กไปใหญ่ และกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอเพื่อระบายเสมหะออกมา ทำไมต้อง… เคาะปอด? – เสมหะเหนียว ถ้าเด็กไอมีเสมหะ อาจจะให้ ยาแก้ไอ ละลายเสมหะได้ แต่ในเด็กบางรายที่มีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลม หรือน้ำเกลือผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะออก – การเคาะปอด ช่วยให้เสมหะที่คั่งค้างหลุดออกได้ง่าย และไม่ให้มีเสมหะคั่งค้าง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ – เด็กเล็กที่ยังไม่สามารถระบายเสมหะได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องใช้การเคาะปอด และจัดท่าระบายเสมหะช่วย เมื่อไหร่ที่ควรเคาะปอด มีอาการไอ มีเสมหะมาก หายใจเสียงดังครืดคราด มีเสมหะคั่งค้างในหลอดลมจำนวนมาก เด็กที่มีปัญหาระบบประสาท กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถไอ หรือระบายเสมหะออกได้ด้วยตัวเอง วิธีการ เทคนิค “เคาะปอด” ช่วยลดอาการไอ ขับเสมหะให้ลูกน้อย

askexpert

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยจดจำข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ท่านใช้เข้าชมเว็บไซต์ ข้อมูลการลงทะเบียนหรือ log in ข้อมูลการตั้งค่าหรือตัวเลือกที่ท่านเคยเลือกไว้บนเว็บไซต์ เช่น ภาษาที่แสดงบนเว็บไซต์ ที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า เพื่อให้ท่านสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องให้ข้อมูลหรือตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่ท่านเข้าใช้เว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจใช้งานเว็บไซต์ได้ไม่สะดวกและไม่เต็มประสิทธิภาพ
    Cookies Details

Save