gedgoodlife

สูตรเด็ด! สมุนไพรแก้ไอขับเสมหะ จากในครัว

  อาการไอ เป็น กลไกที่ร่างกายพยายามขจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายออกมา แต่บางครั้งอาการไอก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของร่างกาย ว่ามีความผิดปกติอยู่หรือเปล่า หากมีอาการไอเล็กน้อย แล้วไม่มี ยาแก้ไอ ขับเสมหะติดบ้าน อาจจะลองเข้าไปในครัว หา สมุนไพรแก้ไอขับเสมหะ จากในครัวมาช่วยบรรเทาอาการไอ ขับเสมหะกันได้ก่อน 6 สมุนไพรแก้ไอขับเสมหะ จากในครัว 1. มะนาว (Lime) เวลาไอเจ็บคอ ใคร ๆ ก็แนะนำให้ดื่มน้ำมะนาวอุ่น หรือ น้ำผึ้งผสมมะนาว เพราะ น้ำอุ่น และมะนาวจะช่วยละลายเสมหะ นอกจากนี้ในมะนาวมี กรดซิตริก (citric acid) นอกจากสรรพคุณลดการอักเสบ ช่วยกำจัดเชื้อโรคที่ทำให้เจ็บคอแล้ว ยังมีฤทธิ์ลดไข้ แก้กระหายน้ำด้วย สูตรมะนาวแก้ไอ คั้นน้ำมะนาว ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับเกลือ หรือละลายในน้ำอุ่นเล็กน้อยจิบบ่อย ๆ 2. ขิง (Ginger) ขิง ช่วยบรรเทาอาการไอแห้ง ๆ เนื่องจากมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ วิงเวียนได้ด้วย สูตรเด็ด! สมุนไพรแก้ไอขับเสมหะ จากในครัว

เทคนิค “การล้างจมูก” ลดภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ไอเรื้อรัง

  การล้างจมูก อาจจะดูน่ากลัวเมื่อเห็นตอนแรก แต่จริง ๆ การล้างจมูกทำได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่มีปัญหาภูมิแพ้ ไซนัส ไอเรื้อรัง หากทำเป็นประจำจะช่วยลดโอกาสเกิดหวัดในเด็กได้ สุขภาพดีขึ้น หลับสบาย ไม่ตื่นมาน้ำมูกไหลตอนเช้า หรือไอกลางดึก ไซนัสอักเสบทำให้ไอเรื้อรัง ได้อย่างไร? ไซนัสเป็นโพรงอากาศ ซึ่งมีช่องทางออกเล็ก ๆ เข้าสู่จมูก เมื่อเป็นหวัดทำให้มีการคั่งค้างของสารภายในโพรงไซนัสเกิดการอักเสบ เด็กจะมีไข้ น้ำมูกข้นเหลือง หรือเขียวเป็นเวลานาน และเนื่องจากด้านหลังของรูจมูกติดต่อกับคอ น้ำมูกจะไหลไปด้านหลังลงคอ โดยที่หลาย ๆ ครั้ง คุณพ่อคุณแม่ไม่เคยเห็นว่าลูกมีน้ำมูกออกมาเลย น้ำมูกที่ไหลลงคอนี่เองทำให้ระคายคอ และไอ การล้างจมูก คืออะไร? การล้างจมูก เป็นการทำความสะอาดโพรงจมูก หรือไซนัส โดยการใช้น้ำเกลือฉีดล้างเพื่อเอาน้ำมูก หนอง สิ่งสกปรกในโพรงจมูก หรือโพรงหลังจมูก ซึ่งเกิดจากการอักเสบออก ทำให้โพรงจมูกโล่ง บรรเทาอาการคัดจมูก คัน จาม น้ำมูกไหล แสบจมูก ปวดจมูก หรือปวดบริเวณไซนัส ทำไมต้องล้างจมูก ประโยชน์ของการล้างจมูก – เทคนิค “การล้างจมูก” ลดภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ไอเรื้อรัง

มีลูกตอนอายุมาก เสี่ยงอะไรบ้าง ดูแลตัวเองอย่างไรดี?

  หลายครอบครัวกว่าจะตัดสินใจแต่งงาน มีครอบครัว มีลูก อายุก็ล่วงเลยเข้าเลข 3 วัยนี้ถึงจะเป็นวัย 30 ยังแจ๋ว แต่หากเรื่องการจะมีลูก นอกจากปัญหามีลูกยากแล้ว ยังอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะ มีลูกตอนอายุมาก ต้องยอมรับว่ามีโอกาสที่ทั้งแม่ และลูกอาจจะเจอกับความผิดปกติต่าง ๆ เพิ่มขึ้นกว่าตอนอายุน้อย ๆ มีลูกตอนอายุมาก คือ อายุเท่าไหร่ ? วัย 30 ของผู้หญิงสมัยนี้ ห้ามเรียกว่าแก่ หรือมีอายุเด็ดขาด แต่ถ้าพูดถึงการมีลูก การตั้งครรภ์ของสตรีอายุมาก (Advanced maternal age) นั้น หมายถึง ผู้หญิงตั้งครรภ์อายุ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หลังอายุ 35 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงทางการแพทย์สูงขึ้น ทั้งต่อตัวเอง และทารกในครรภ์ วัยที่เหมาะสมกับการมีลูก วัยที่เหมาะสมในการมีลูกมากที่สุดคือ ช่วงอายุ 20-29 ปี และจะค่อยๆ ลดคุณภาพลงตั้งแต่อายุ 30 ปี และต่ำลงมากในช่วงหลังอายุ 35 มีลูกตอนอายุมาก เสี่ยงอะไรบ้าง ดูแลตัวเองอย่างไรดี?

4 เทคนิคตรวจทารกในครรภ์ ลดความเสี่ยงพิการ

  การตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ คือหนึ่งในสิ่งสำคัญที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยคลอดออกมาอย่างสมบูรณ์และแข็งแรง มาดูกันว่า 4 เทคนิคตรวจทารกในครรภ์ จะมีอะไรบ้าง และข้อควรรู้อื่น ๆ ที่แม่ตั้งครรภ์มือใหม่ควรศึกษาไว้ 6 อาการพบบ่อยในช่วงตั้งครรภ์ 7 ขั้นตอนเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ อยากมีลูกต้องรู้ไว้! โอบิมิน-เอแซด 4 เทคนิคตรวจทารกในครรภ์ เช็กสุขภาพลูก เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ ควรรีบไปฝากครรภ์ เพื่อให้คุณหมอได้ตรวจเช็กความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์ ทั้งตัวคุณแม่เอง และทารกในครรภ์ สำหรับสุขภาพ ความแข็งแรงของลูก ลูกมีความเสี่ยงกับโรคพันธุกรรมอะไรบ้าง สามารถตรวจได้ด้วยวิธีการดังนี้ 1. อัลตราซาวด์ (Ultrasound) อัลตราซาวด์ คือ คลื่นเสียงความถี่สูงที่เกินกว่าหูมนุษย์จะได้ยิน (มากกว่า 20,000 เฮิซร์ต) เมื่อมีการปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงออกมาจากหัวตรวจ ผ่านลงสู่ผิวหนังเข้าไปยังอวัยวะภายในที่ต้องการตรวจ เมื่อเสียงกระทบเนื้อเยื่อ เกิดการสะท้อน การดูดกลับของเสียง และถูกแปลผลออกมาเป็นภาพได้ การอัลตราซาวด์ เป็นวิธีการตรวจครรภ์ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่การอัลตราซาวด์ไม่ได้มีประโยชน์แค่การดูเพศลูก หรือ รูปร่างหน้าตาของลูกเท่านั้น ช่วงอายุครรภ์ที่ตรวจได้ สามารถตรวจได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก แต่หากไม่มีข้อบ่งชี้ความผิดปกติก็ไม่จำเป็นต้องตรวจก็ได้ ช่วงอายุครรภ์ที่แม่ตั้งครรภ์ทุกคนควรตรวจ คือ ช่วงอายุครรภ์ 4 เทคนิคตรวจทารกในครรภ์ ลดความเสี่ยงพิการ

เคล็ดลับต้องรู้! ถ้าต้องเสริม “วิตามินเด็ก” ให้ลูก

  บ้านไหนที่มีปัญหาอาหารการกินของลูก ลูกกินยาก กินน้อย หรือมีปัญหาเรื่องท้องผูก ขับถ่ายไม่ดี อยากหาตัวช่วยเป็นวิตามินให้กับลูก อย่าเพิ่งรีบร้อนไป ก่อนอื่นแม่ต้องรู้ก่อนว่า วิตามินเด็ก มีเรื่องต้องรู้อะไรบ้าง เพื่อจะได้เสริมวิตามินให้ลูกอย่างปลอดภัย และได้ผลดีที่สุด วิตามินเด็ก จำเป็นไหม ?​ หลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกวิตกกังวล เพราะกลัวว่าเจ้าตัวเล็ก อาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะถ้าลูกกินยาก ตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่น แต่วิตามินเด็ก หรือการเสริมวิตามินให้เด็กนั้น ถ้าเด็กกินอาหารได้ครบ 3 มื้อ ในแต่ละมื้อ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ ก็ไม่จำเป็นต้องเสริมวิตามิน เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่จะได้รับวิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย อย่างเพียงพอแล้ว สัญญาณเตือน อาการแบบนี้ลูกอาจขาดวิตามิน – ระบบขับถ่ายไม่ดี ท้องผูก – ตัวเล็ก น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ – มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ขาดสมาธิ – ตัวเตี้ย สูงช้า – ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย – การเรียนรู้ และพัฒนาด้านต่างๆช้า เคล็ดลับต้องรู้! ถ้าต้องเสริม “วิตามินเด็ก” ให้ลูก

เด็กขาดธาตุเหล็ก เรื่องใหญ่! อย่าปล่อยให้ลูกซีด

  พ่อแม่อาจจะเคยได้ยินเรื่อง ลูกตัวซีด ภาวะซีดในเด็กกันมาบ้าง ถ้าเกิดมีใครมาทักว่าลูกตัวซีด ๆ เหลือง ๆ อย่านิ่งนอนใจไป เพราะอาจเป็นอาการเริ่มต้น เด็กขาดธาตุเหล็ก จนทำให้ตัวซีด หรือ โลหิตจางในเด็กได้ ธาตุเหล็ก สำคัญอย่างไรกับร่างกาย – ธาตุเหล็ก มีอยู่ในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย แม้แต่ในเซลล์ของสมอง มีในเม็ดเลือดแดงทุกเม็ด ในเอนไซม์สำคัญ ๆ ที่ทำให้มีชีวิต – ร่างกายมีหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดแดง ต้องใช้ธาตุเหล็กเป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบิน ฮีโมโกลบิน เป็นของเหลวสีแดง หุ้มห่ออยู่ในผนังของเม็ดเลือดแดง สามารถจับออกซิเจนไว้ เม็ดเลือดแดง เป็นตัวนำพาออกซิเจนที่ฮีโมโกลบินจับไว้ วนเวียนตามกระแสเลือดไปส่งให้ทุกเซลล์ในร่างกาย เพราะเซลล์ทุกเซลล์ต้องใช้ออกซิเจนจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ เด็กขาดธาตุเหล็ก สาเหตุที่พบบ่อย คือ – กินอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย ส่วนใหญ่จะพบในเด็ก เช่น เด็กทารกที่กินนมอย่างเดียว และนมไม่ได้เสริมธาตุเหล็ก หรือ ในเด็กที่กินยาก เลือกกิน ไม่กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก กินอาหารเดิมซ้ำ ๆ ซึ่งในผู้ใหญ่มักไม่ค่อยเจอ เพราะกินได้หลากหลายมากขึ้น – การดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ เป็นความผิดปกติของร่างกาย เด็กขาดธาตุเหล็ก เรื่องใหญ่! อย่าปล่อยให้ลูกซีด

7 ทริคส์ “กระตุ้นระบบขับถ่าย” ลูกท้องผูก ถ่ายยาก

  ลูกท้องผูก ประสบการณ์ที่แม่เกือบทุกคนต้องเคยเจอกันมา เพราะ อาการท้องผูก ในเด็กเกิดขึ้นได้บ่อย เกิดได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนโต ซึ่งส่วนใหญ่สาเหตุมาจากสภาพแวดล้อม พฤติกรรม อาหารการกิน การเลี้ยงดูนี่เอง ถ้าไม่อยากให้ลูกต้องทุกข์ทรมาน กับการนั่งเบ่งอึหน้าดำหน้าแดงทุกวัน มาดูทริคที่จะช่วยแก้อาการท้องผูก กระตุ้นระบบขับถ่าย ให้ลูก ๆ กัน ลูกท้องผูก มีอาการอย่างไร? ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ถ่ายอุจจาระลำบาก ต้องนั่งเบ่งนาน อุจจาระแข็ง หรือ อุจจาระเป็นก้อนเล็ก ๆ เวลาถ่ายมีอาการเจ็บทวารหนัก หรือเบ่งจนมีเลือดปนออกมาด้วย ทำไมลูกท้องผูก สาเหตุที่ทำให้เด็กท้องผูก – ดื่มนมวัวมากไป เด็กที่เปลี่ยนจากนมแม่ มาเป็นนมวัวธรรมดาอาจเกิดท้องผูกได้ เนื่องจากนมวัวมีอัตราส่วนของโปรตีนต่อคาร์โบไฮเดรตสูงกว่านมแม่ – ดื่มน้ำน้อย ถ้าเด็กกินน้ำน้อย หรืออากาศร้อน ๆ แล้วเสียน้ำ เสียเหงื่อมาก อาจทำให้ท้องผูกได้ – เด็กไม่ชอบกินผักผลไม้ ในผักผลไม้มีไฟเบอร์ หรือ ใยอาหารสูง 7 ทริคส์ “กระตุ้นระบบขับถ่าย” ลูกท้องผูก ถ่ายยาก

วิตามินสำหรับเด็ก แตกต่างกับผู้ใหญ่มั้ย ควรเลือกยังไงดี?

  วิตามิน นั้นมีความจำเป็นตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนโตเป็นผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ เรียกว่าทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย นั้นต้องการวิตามินทั้งสิ้น แต่ความต้องการ วิตามินสำหรับเด็ก กับผู้ใหญ่ อาจจะมีความแตกต่างกัน วิตามิน มีความสำคัญกับร่างกาย คือ ช่วยควบคุมระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ปกติ ซึ่งถึงแม้ร่างกายจะต้องการปริมาณวิตามินเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้ ที่สำคัญคือ วิตามิน ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้ ต้องได้รับจากอาหาร หรือ วิตามินเสริมที่กินเข้าไป ดังนั้นหากไม่ได้รับอาหารอย่างเหมาะสมเพียงพอ อาจทำให้ร่างกายขาดวิตามิน แร่ธาตุ และส่งผลกับสุขภาพ และการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายด้วย วิตามินสำหรับเด็ก กับ วิตามินผู้ใหญ่ ต่างกันไหม ? วิตามินแต่ละชนิด เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่อาจแตกต่างกันที่ปริมาณความต้องการในแต่ละช่วงวัย ส่วนใหญ่เมื่อโตขึ้น อายุมากขึ้น หรือน้ำหนักเพิ่มขึ้น ร่างกายมักจะต้องการปริมาณวิตามินมากขึ้นตามไปด้วย วิตามินมีความจำเป็นทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับวิตามินเสริมในเด็กกับผู้ใหญ่มีข้อแตกต่างกันตรงปริมาณการใช้เพียงเท่านั้น ปริมาณความต้องการของ วิตามินสำหรับเด็ก และผู้ใหญ่ วิตามินเอ (มคก./วัน) วิตามินบี วิตามินสำหรับเด็ก แตกต่างกับผู้ใหญ่มั้ย ควรเลือกยังไงดี?

คนอ้วน ควรออกกำลังกาย อย่างไรดี?

  คนอ้วน ควรออกกำลังกาย อย่างไรดี? อาจเป็นคำถามของคนอ้วนที่ตั้งใจลดความอ้วน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร วันนี้ GedGoodLife มีคำตอบมาฝากแล้ว แล้วอย่าลืมนำไปปฎิบัติตาม เพื่อสุขภาพและบุคคลิกที่ดีกว่ากันนะ โรคอ้วน คือ ความผิดปกติจากการมีน้ำหนักตัว เกินมาตรฐาน เนื่องจากร่างกายมีภาวะไขมันสะสมตาม ส่วนต่าง ๆ มากเกินกว่าปกติ สาเหตุสําคัญของโรคอ้วน เกิดจากการใช้พลังงานน้อยกว่าที่ได้รับจากการรับประทานอาหาร พลังงานที่ได้จึงมากเกินความต้องการในแต่ละวัน ทําให้ร่างกายเก็บสะสมพลังงานส่วนเกินไว้ในรูปไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และนํามาซึ่งสาเหตุของโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น ไขมันพอกตับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคหัวใจและหลอดเลือด กรดไหลย้อน ภาวะไอจามปัสสาวะเล็ด ประจำเดือนผิดปกติ โรคเบาหวาน โรคข้อเสื่อม หลักสําคัญในการลดน้ำหนักในคนอ้วน คือ ลดการบริโภค และเพิ่มการใช้พลังงานด้วยการเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย และออกกําลังกาย การเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย ทําได้โดยปรับการดําเนินชีวิตประจําวัน เช่น เดินแทนการใช้รถยนต์ หรือลิฟต์ จอดรถให้ไกลขึ้น เดินยืดเส้นยืดสายหลังรับประทานอาหาร ลุกขึ้นไปเปลี่ยนช่อง หรือ ปิดทีวีแทนการใช้รีโมทคอนโทรล เป็นต้น คนอ้วน ควรออกกำลังกาย อย่างไรดี? คนอ้วน ควรออกกำลังกาย อย่างไรดี?

ร่างกายขาดวิตามิน เสี่ยงสุขภาพพัง อย่างไรบ้าง!?

  วิตามินและแร่ธาตุ เป็นสารอาหารที่จำเป็นมาก ต่อการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และแม้ว่าร่างกาย จะต้องการวิตามินแร่ธาตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็จะขาดไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะหากร่างกายของคุณ ไม่ได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ ก็สามารถทำให้เจ็บป่วยได้ทันที รวมถึงส่งผลเสียต่าง ๆ ต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายขาดวิตามิน จะมีอาการอย่างไร? ผิวแห้ง หยาบกร้าน ผิวแห้งหยาบกร้าน บ่งบอกได้ว่า ร่างกายขาดวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และกรดโฟลิก ซึ่งวิตามินเอ จะมีบทบาทสำคัญ ต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์ผิวหนัง ช่วยรักษาสภาพเยื่อบุผิว ซึ่งช่วยป้องกันอาการผิวแห้งหยาบกร้านได้ ส่วนวิตามินซีและอี ก็มีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน บำรุงผิวพรรณ และช่วยรักษาแผลสด ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจถึงขั้นผิวหนังแตกจนเกิดรอยแผลเปิด และนำไปสู่การติดเชื้อได้ นอนไม่หลับ หากคุณต้องการพักผ่อน แต่ไม่สามารถหลับได้ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ จะทำรู้สึกอ่อนเพลีย อารมณ์เสียง่าย ปวดหัว ไม่มีสมาธิ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ ร่างกายมีระดับแมกนีเซียมต่ำ เพราะแมกนีเซียมมีบทบาทสำคัญ ในการช่วยคลายความเครียด ร่างกายขาดวิตามิน เสี่ยงสุขภาพพัง อย่างไรบ้าง!?

ข้อเข่า ไม่แก่ก็เสื่อมได้นะ! มาดู วิธีดูแลรักษาข้อเข่า ก่อนจะสายไป

  โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) ใครได้ยินก็ต้องนึกว่า มีแต่คนแก่เท่านั้นที่เป็น แต่ความจริงแล้ว สาเหตุของข้อเข่าเสื่อมไม่ได้มาจากเรื่องของอายุเท่านั้น จึงไม่ใช่มีแต่คนแก่เท่านั้นที่เป็น แต่คนวัยกลางคน หรือแม้แต่คนหนุ่มสาว ก็สามารถเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกัน มาทำความรู้จักกับโรคข้อเข่าเสื่อมกัน และดูสิว่า วิธีดูแลรักษาข้อเข่า มีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้ระวังและป้องกัน ก่อนที่จะต้องมาทรมานกับอาการปวดเข่ากันไปตลอดชีวิต อาการ และสาเหตุของ “โรคข้อเข่าเสื่อม” ข้อเข่าเสื่อม เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อน ที่ฉาบผิวกระดูกข้อต่อไว้ไม่ให้เสียดสีกันเมื่อมีการเคลื่อนไหว เพราะเมื่อเราเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ว่าจะลุก นั่ง ยืน หรือเดิน ข้อต่อทุกส่วนจะทำงานสอดประสานกัน เมื่อกระดูกอ่อนฉาบผิวกระดูกข้อต่อไว้ผุพังหรือบางลง กระดูกข้อต่อก็จะเสียดสีกัน จนเป็นผลให้เกิดการอักเสบ ทำให้รู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้อต่อ จนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ อาการสำคัญที่มักพบในผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม คือ หัวเข่าฝืดตึง ปวด หรือเจ็บแปลบที่ข้อเข่าเมื่อเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวได้ลำบาก ไม่สามารถเดินไปเหมือนปกติ เข่าผิดรูป ช่วงขามีการโก่งงอ มีเสียงดังกรอบแกรบที่เข่า ขณะเคลื่อนไหว สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม มีดังนี้ อายุ เกิดการเปลี่ยนแปลงตามวัย ทำให้กระดูกสึกหรอตามธรรมชาติ ข้อเข่า / หัวเข่า ข้อเข่า ไม่แก่ก็เสื่อมได้นะ! มาดู วิธีดูแลรักษาข้อเข่า ก่อนจะสายไป

“การใช้ยา และ สมุนไพร” สำหรับผู้สูงวัย ควรใช้อย่างไรถึงจะดี และปลอดภัย?

  การใช้ยาอย่างถูกต้องย่อมปลอดภัย และเกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ แต่ถ้าใช้ยาผิดพลาด! อาจทําให้ได้รับอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาในผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่าเป็น ผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีโอกาสที่จะได้รับอันตรายจากการใช้ยามากกว่าบุคคลทั่วไป ฉะนั้นมาดูกันดีกว่าว่า “การใช้ยา และ สมุนไพร” สำหรับผู้สูงวัย ควรใช้อย่างไรจึงจะดี และปลอดภัย? ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาในผู้สูงอายุ 1. เมื่ออายุมากขึ้น การทํางานของไตจะลดลง ทําให้มีโอกาสที่ยาจะสะสมในร่างกายสูงขึ้น 2. การที่ประสิทธิภาพของตับลดลง ทําให้มีระดับยาในเลือดสูงจนอาจเกิดอันตรายได้ 3. เมื่ออัลบูมินซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งในเลือด ทําหน้าที่เป็นพาหนะขนส่ง ยาลดลงจะทําให้ยาอยู่ในรูปอิสระมากขึ้น ส่งผลให้ยาออกฤทธิ์ได้แรงขึ้น 4. ผู้สูงอายุมักจะมีความไวต่อยาที่ออกฤทธิ์บริเวณระบบประสาทส่วนกลาง รวมทั้งระบบการทํางานของหลอดเลือดและหัวใจ ทําให้เกิดอาการข้างเคียงของยาเพิ่มขึ้น 5. ผู้สูงอายุอาจจะมีอาการหลงลืมได้ง่าย อาจเกิดปัญหาการใช้ยาไม่ครบตามที่กําหนด หรือการใช้ยาซ้ำซ้อน 6. น้ำหนักผู้สูงอายุจําเป็นต้องพิจารณาขนาดยาให้เหมาะสม เพราะยาที่ละลายได้ดีในไขมัน เมื่อให้แก่ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ยาจะไปอยู่ตามเนื้อเยื่อไขมัน ทําให้ระดับยาในเลือดต่ำกว่าที่ต้องการ ดังนั้นอาจต้องให้ยาในขนาดที่สูงกว่าคนรูปร่างปกติ 7. ผู้สูงอายุมักเป็นหลายโรค จะได้รับยาหลายขนานที่อาจเกิดปฏิกิริยาต่อกันของยาเพิ่มขึ้น ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยาของผู้สูงอายุ 1. แจ้งให้แพทย์ หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ 2. แจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบเกี่ยวกับอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น 3. แจ้งให้ทราบถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนยา “การใช้ยา และ สมุนไพร” สำหรับผู้สูงวัย ควรใช้อย่างไรถึงจะดี และปลอดภัย?

ทำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำ กระทบสุขภาพอย่างไรบ้าง!?

  เรื่องเงินเรื่องใหญ่ เรื่องงานก็เช่นกัน ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่เริ่มจะฝืดเคืองอย่างทุกวันนี้ บังคับให้หลาย ๆ คนต้องทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ จนละเลยการดูแลสุขภาพของตนเอง และใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบตลอดเวลา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการ ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย หรือกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ  ก็ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่จะทำให้คุณล้มป่วยได้ทั้งนั้น ซึ่งโทษของการ ทำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำ จะน่ากลัวแค่ไหน มาดูกัน! ทำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพยังไงบ้าง!? ออฟฟิศซินโดรม – โรคสุดฮิตของพนักงานออฟฟิศ เกิดจากพฤติกรรมของคนทำงานส่วนใหญ่ ที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่เป็นเวลานาน โดยไม่ได้ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการตึง และเกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบได้ เป็นหวัด คัดจมูก – แม้ว่าการเป็นหวัด เจ็บคอ น้ำมูกไหล คัดจมูกหายใจไม่ออก จะอาการป่วยทั่วไปที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไรนัก แต่ก็เป็นกันได้ง่ายและบ่อย จนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคุณได้ โดยเฉพาะเมื่อโหม ทำงานหนัก และพักผ่อนไม่เพียงพอ จนทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า และภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ก็คิดหาวิธี แก้หวัด รอกันไว้ได้เลย โรคไข้หวัด โรคยอดฮิตตลอดทั้งปี! สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการป้องกัน ปวดไมเกรน ทำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำ กระทบสุขภาพอย่างไรบ้าง!?

ไอมีเสมหะ กระแอมบ่อย เกิดจากสาเหตุใด เสี่ยงโรคร้ายแรงไหม?

  แค่ก ๆ ไอ เพราะมีเสลดติดคออีกแล้ว น่ารำคาญมาก ๆ! ไอมีเสมหะ กระแอมบ่อย ที่ดูเหมือนแค่น่ารำคาญนี้ สามารถเป็นตัวบ่งชี้ว่า คุณอาจกำลังป่วยเป็นโรคได้หลายโรคเลยนะ ใครที่มีอาการแบบนี้บ่อย ๆ ต้องรู้ มาติดตามกันเลย! อาการ ไอ 7 แบบ ที่คุณควรสังเกต 1. ไอ มีเสมหะ สาเหตุทั่วไปคือ เกิดการอักเสบที่หลอดลม จนทำให้ทางเดินหายใจบวม และทำให้เกิดเสมหะ มักเกี่ยวข้องกับไวรัส และอาจมีอาการหนักขึ้น หากคุณ มีไข้ 2. ไอเพราะสูบบุหรี่ สัญญาณของโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะมีปัญหาเรื่องการหายใจ เนื่องจากทางเดินหายใจอุดตัน อาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องคือ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หอบถี่ 3. ไอ และมีรสเปรี้ยวในปาก หากคุณไอติดต่อกันนานกว่าสองสัปดาห์ พร้อมกับมีรสเปรี้ยวในปาก นั่นคือสัญญาณของโรคกรดไหลย้อน อาการนี้มักเกิดขึ้น เมื่อน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นไปในลำคอ 4. ไอแห้ง การไอตอนกลางคืนโดยไม่มีเสมหะ เป็นสัญญาณของ ไอมีเสมหะ กระแอมบ่อย เกิดจากสาเหตุใด เสี่ยงโรคร้ายแรงไหม?

โรคที่ผู้หญิงต้องรู้! “ไข้ทับระดู” คืออะไร รักษาอย่างไรดี?

  สาว ๆ ส่วนใหญ่ คงเติบโตขึ้นมาพร้อมกับว่าได้ยินคำว่า “ไข้ทับระดู” กันอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยมีประจำเดือน พอมีอาการอ่อนเพลีย เหมือนจะป่วยช่วงมีประจำเดือน เจ้าโรคไข้ทับระดูก็โผล่มาให้ได้ยินกันเป็นประจำ แล้วโรคนี้เกิดจากอะไรกันแน่ ทำไมถึงเกิดแต่กับผู้หญิง จะดูแลรักษา หรือ ป้องกันได้อย่างไร ไข้ทับระดู (Period Flu) หมายถึง การมีไข้ขณะมีประจำเดือน เพราะคำว่า ระดู หมายถึง เลือดประจำเดือน โดยผู้หญิงในช่วงที่มีประจำเดือน ร่างกายมักจะอ่อนแอลง ภูมิต้านทานการติดเชื้อลดลง โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อจึงง่ายกว่าปกติ ไข้ทับระดูในอดีต อาจจะดูเป็นโรคน่ากลัวสำหรับผู้หญิง เป็นแล้วอาจจะเสียชีวิตได้ เพราะเทคโนโลยีการแพทย์ต่าง ๆ ก็ไม่ทันสมัยเหมือนสมัยนี้ เวลาเจ็บป่วย เป็นไข้ หรือติดเชื้อ ก็อาจจะรุนแรง จนเสียชีวิตได้นั่นเอง สาเหตุของไข้ทับระดู – ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เนื่องจากขณะมีประจำเดือนร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น เอสโตเจนและโปรเจสเตอโรน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล – มีภูมิต้านทานลดน้อยลง เป็นช่วงที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานการติดเชื้อลดลง จึงมีโอกาสที่จะเกิดเจ็บป่วย เป็นไข้ โรคที่ผู้หญิงต้องรู้! “ไข้ทับระดู” คืออะไร รักษาอย่างไรดี?

ปวดท้องด้านซ้ายล่าง เป็นเพราะอะไร อันตรายหรือเปล่า?

  มีทางบ้านส่งคำถามเข้ามาในหน้า ASK EXPERT ว่า “ปวดท้องด้านซ้ายล่าง” เป็นเพราะอะไร? วันนี้ GedGoodLife จึงขอนำคำถามนี้มาขยายให้กระจ่างชัดขึ้น มาติดตามกันได้เลย ทำความรู้จัก อวัยวะในช่องท้อง ในทางการแพทย์ หน้าท้อง อาจแบ่งออกเป็น 9 ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนจะมีอวัยวะที่ต่างกันไป 1. ใต้ชายโครงขวา (Right Hypochondriac) 2. ส่วนลิ้นปี่ หรือส่วนยอดอก (Epigastric) 3. ส่วนใต้ชายโครงซ้าย (Left Hypochondriac) 4. ส่วนเอวขวา (Right Lumbar) 5. ส่วนสะดือ (Umbilical) 6. ส่วนเอวซ้าย (Left Lumbar) 7. ส่วนท้องน้อยขวา (Right Inguinal) 8. ท้องน้อยส่วนกลาง (Hypogastric) 9. ท้องน้อยซ้าย (Left Inguinal) ท้องด้านซ้ายล่าง เป็นตำแหน่งของอวัยวะอะไรบ้าง? ปวดท้องด้านซ้ายล่าง เป็นเพราะอะไร อันตรายหรือเปล่า?

askexpert

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยจดจำข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ท่านใช้เข้าชมเว็บไซต์ ข้อมูลการลงทะเบียนหรือ log in ข้อมูลการตั้งค่าหรือตัวเลือกที่ท่านเคยเลือกไว้บนเว็บไซต์ เช่น ภาษาที่แสดงบนเว็บไซต์ ที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า เพื่อให้ท่านสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องให้ข้อมูลหรือตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่ท่านเข้าใช้เว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจใช้งานเว็บไซต์ได้ไม่สะดวกและไม่เต็มประสิทธิภาพ
    Cookies Details

Save