
ช่วงวัย 3-6 ปี เป็นช่วงที่สมองของลูกกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ลูกจะเรียนรู้ จดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีที่สุด และปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพัฒนาสมองของลูกคือ อาหารที่มีประโยชน์ โภชนาการที่ครบถ้วน นอกจากอาหารที่ลูกควรได้รับครบถ้วน 5 หมู่แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจจะมองหา วิตามินเสริมพัฒนาสมอง เพื่อเป็นตัวช่วยให้กับลูกน้อยด้วย มาดูกันว่าในวัยนี้ ลูกควรเสริมวิตามินตัวไหน เพื่อช่วยพัฒนาสมองบ้าง
วิตามินเสริมพัฒนาสมอง ช่วยลูกฉลาด
– วิตามินบี 1 (Thiamine) มีหน้าที่กระตุ้นการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน ให้เป็นพลังงานของร่างกาย เพื่อใช้ในการเคลื่อนไหว และเสริมสร้างการเจริญเติบโต และช่วยบำรุงสมองและเซลล์ประสาทให้แข็งแรง เสริมสร้างการทำงานของประสาท ช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางด้านความคิด สติปัญญา และยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในการบำรุงหัวใจให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หากขาดวิตามินบี 1 อาจทำให้เด็ก ๆ อ่อนเพลีย ขาดสมาธิ ความจำไม่ดี หงุดหงิดง่าย
– วิตามินบี 12 (Cyanocobalamin) เป็นอีกหนึ่ง วิตามินเสริมพัฒนาสมอง ที่ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์ สร้างโปรตีน และบำรุงรักษาเนื้อเยื่อประสาท ในส่วนของสมอง วิตามินบี 12 เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อสมองมาก เพราะมีหน้าที่ในการบำรุงเนื้อเยื่อประสาท ช่วยให้สมองรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

– กรดไขมัน (Fatty Acid) ไขมัน มีความสำคัญในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาทและเยื่อบุผิวของเนื้อเยื่อสมอง โดย กรดไขมันที่มีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์สมอง เยื่อหุ้มประสาทสมอง และการทำงานของร่างกาย ได้แก่ กรดไขมันไม่อิ่มตัว หรือ โอเมก้า 3, 6 และ 9 โดยควรเลือกกินกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว เป็นต้น
– สังกะสี (Zinc) สังกะสีเป็นสารอาหารสำคัญในการควบคุมการทำงานของร่างกาย จึงมีบทบาทสำคัญในการกำกับการทำงานของสมอง สังกะสียังมีหน้าที่คอยซ่อมแซม และบำรุงระบบเอนไซม์และเซลล์ต่างๆ
– ไฟเบอร์ (Fiber) ไฟเบอร์ช่วยเสริมสร้างระบบการทำงานของสมอง และมีหน้าที่ควบคุมการดูดซึมของน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ไฟเบอร์ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านอื่น ๆ เช่น ช่วยล้างลำไส้ให้สะอาด จึงช่วยให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง

– ธาตุเหล็ก (Iron) เป็นสารอาหารสำคัญสำหรับพัฒนาการสมอง และความสามารถด้านกระบวนการคิด ธาตุเหล็กมีหน้าที่ช่วยลำเลียงออกซิเจนไปยังสมอง หากร่างกายอยู่ในภาวะขาดธาตุเหล็ก อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการคิดและสมาธิได้
ข้อมูลสำรวจขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ชี้ว่า เด็กที่มีภาวะโลหิตจางเพราะขาดธาตุเหล็กตั้งแต่วัยทารก และไม่ได้รับการแก้ไข อาจทำให้ไอคิวเมื่อเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยเรียนลดต่ำลง 5-10 จุด หรือหากแก้ไขช้าเกินไป อาจทำให้สูญเสียศักยภาพด้านสติปัญญาไปอย่างถาวร
โดยเด็กอายุ 1-2 ปี ควรรับประทานเนื้อสัตว์ และอาหารที่เป็นแหล่งโปรตีน 0.5 ส่วน/วัน หรือประมาณ 45 กรัม ส่วนเด็กอายุ 3-6 ปี ควรรับประทาน 1 ส่วน/วัน หรือประมาณ 90 กรัม และควรเสริมด้วยผักผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้นด้วย
– โคลีน (Choline) มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และพัฒนาการทางสมองของเด็กทารก รวมทั้งมีผลต่อสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ และความสามารถในการเรียนรู้ด้วย

ถึงแม้ วิตามินเสริมพัฒนาสมอง หรือ แร่ธาตุต่าง ๆ จะมีอยู่ในอาหารเป็นส่วนใหญ่ แต่ในเด็กที่กินยาก เลือกกิน พ่อแม่อาจจะไม่แน่ใจว่าลูกได้สารอาหาร วิตามินที่เพียงพอครบถ้วนกับร่างกาย และสมองไหม ?


