ระวังกันให้ดี! “อาหารเป็นพิษ” โรคยอดฮิตของคนไทย

ระวังกันให้ดี! “อาหารเป็นพิษ” โรคยอดฮิตของคนไทย

อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษ (Food poisoning) โรคที่เกิดจากการกิน หรือดื่มสิ่งที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อโรค หรือสารพิษอื่น ๆ สามารถพบได้ทุกช่วงเวลาของปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทยที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง ยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงจากการเตรียมอาหารทิ้งไว้

อาหารเป็นพิษจัดเป็นโรคที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่มักพบในเด็ก ๆ เนื่องจากกระบวนการเตรียมอาหารกลางวันของโรงเรียน นอกจากนี้ อาการอาหารเป็นพิษยังจัดว่าสามารถเป็นโรคติดต่อได้ ซ้ำยังเกิดการระบาดเป็นครั้งคราวอีกด้วย

อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษ มีอาการอย่างไร?

  • ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน
  • อาจมีปวดกระเพาะอาหารและลำไส้อื่น ๆ ร่วมด้วย
  • อาจมีไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดเมื่อย
  • อาจมีผื่นขึ้น
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง

สารพิษหลายชนิดทนต่อความร้อน ถึงแม้จะปรุงอาหารให้สุกแล้ว สารพิษก็ยังคงอยู่ และก่อให้เกิดโรคได้ ระยะฟักตัวขึ้นกับชนิดของเชื้อโรค บางชนิดมีระยะฟักตัว 1-8 ชั่วโมง บางชนิด 8-16 ชั่วโมง บางชนิด 8-48 ชั่วโมง

  • ในรายที่เป็นเล็กน้อย มักจะหายได้เอง ภายใน 24-48 ชั่วโมง
  • ในรายที่เป็นรุนแรง เมื่อได้รับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หรือ น้ำเกลือ (ทางหลอดเลือดดำ) ก็มักจะป้องกันภาวะแทรกซ้อน และหายได้ภายใน 2-3 วัน (ไม่เกิน 1 สัปดาห์)
  • ส่วนในรายที่เป็นรุนแรง และขาดการรักษาด้วยการทดแทนน้ำ และเกลือแร่ ก็อาจเกิดภาวะขาดน้ำถึงขั้นอันตรายได้ภายใน 1-2 วัน

8 ประเภทอาหาร ที่เสี่ยงต่อการเกิด อาหารเป็นพิษ

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้กล่าวถึง อาหาร 8 ประเภท ที่มักทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ ไว้ดังนี้

  1. อาหารสด สุก ๆ ดิบ ๆ หรือผ่านความร้อนไม่เพียงพอ
  2. อาหารที่มีรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือเค็มจัด
  3. อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง ที่พบว่ามีรอยบุบ รอยรั่ว หรือขึ้นสนิม
  4. อาหารที่ผลิตหรือปรุงไม่สะอาดเพียงพอ เช่น ใช้เขียงหั่นเนื้อสัตว์สดกับผักลวกร่วมกัน
  5. อาหารที่มีแมลงวันตอม
  6. อาหารที่ปรุงสุกตั้งแต่เช้า โดยไม่มีการอุ่นร้อน
  7. อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนผสมแล้วปรุงทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง
  8. น้ำแข็งที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน

การรักษา และดูแลตัวเอง เมื่ออาหารเป็นพิษ

การรักษาโรคอาหารเป็นพิษ เป็นการรักษาแบบตามอาการ

– การป้องกันภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ คือสิ่งสำคัญที่สุด
– หากปวดท้อง หรือ คลื่นไส้ อาเจียน ไม่ควรทานอาหาร หรือดื่มน้ำ เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น
– ไม่ควรกินยาหยุดถ่าย เนื่องจากเป็นขั้นตอนสำคัญในการขับสารพิษออกจากร่างกาย
– หมั่นจิบน้ำ หรือจิบน้ำเกลือแร่ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
– เมื่ออาการบรรเทาลง ช่วงแรกควรทานอาหารอ่อน ๆ หรืออาหารรสจืดประเภทน้ำเป็นหลัก
– ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 – 10 แก้ว หากแพทย์ไม่ได้สั่งให้จำกัดการดื่มน้ำ
– พักผ่อนให้เต็มที่

อาหารเป็นพิษ

หากมีอาการรุนแรง หรือมีอาการอาหารเป็นพิษจากสาเหตุข้างล่างนี้ ให้รีบพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง

– มีอาการอาหารเป็นพิษหลังกินเห็ด หรืออาหารทะเล เนื่องจากมักมีสารพิษที่รุนแรง
– คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรง
– ท้องเสียรุนแรง แต่ดื่มน้ำไม่ได้ ไม่มีปัสสาวะ ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการขาดน้ำ
– ท้องเสียเกิน 3 วัน แม้ว่าอาการจะทุเลาลงแล้ว
– มีไข้สูงผิดปกติ
– อุจจาระเป็นเลือด

จะป้องกันอาหารเป็นพิษได้อย่างไรบ้าง?

– รักษาความสะอาดอยู่เสมอ หมั่นล้างมือทุกครั้งก่อนทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
– ดูแลอุปกรณ์ทำอาหาร และวัตถุดิบให้สะอาด
– ไม่ควรรับประทานอาหารที่เตรียมทิ้งไว้ข้ามวัน เลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
– ควรเก็บแยกอาหารสดจากอาหารอื่น ๆ ในภาชนะที่ปิดมิดชิด
– หากต้องละลายอาหารสดที่แช่แข็ง ควรละลายด้วยไมโครเวฟ เนื่องจากการตั้งทิ้งไว้ หรือ แช่น้ำ จะเป็นการเพิ่มปริมาณเชื้อโรคจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ

การทานอาหารควรยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” โดยควรเลือกอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และหลีกเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ รวมถึงอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน เพื่อป้องกันจากโรค อาหารเป็นพิษ นั่นเอง

อ้างอิง : 1. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 2. รพ.ราชวิถี


ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรี! ตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่

ติดตาม GedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ ได้ที่…

Facebook : GEDGoodLife
Nutroplex : nutroplexclub
Twitter      : @gedgoodlife
Line          : @gedgoodlife
Youtube   : GEDGoodLife ชีวิตดีดี
TikTok      : @gedgoodlife

คุณสนใจเรื่องสุขภาพ อะไรบ้าง?

บทความที่เกี่ยวข้อง

Subscription

  • This field is for validation purposes and should be left unchanged.
Ask the Expert Close