จะรู้ได้อย่างไรว่าเรา แค่เศร้า หรือ เป็นโรคซึมเศร้า และเมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรา แค่เศร้า หรือ เป็นโรคซึมเศร้า และเมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

18 มิ.ย. 24

แค่เศร้า หรือ เป็นโรคซึมเศร้า

 

ในชีวิตคนเราย่อมต้องพบเจอกับความผิดหวัง ความล้มเหลว ความเศร้าโศกเสียใจ พลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นธรรมดากันทุกคน แต่เราจะแยกแยะได้อย่างไรว่าเรา “แค่เศร้า หรือ เป็นโรคซึมเศร้า” กันแน่? และอาการมากน้อยแค่ไหนควรพบแพทย์? GED good life มีคำตอบรออยู่แล้ว พร้อมแบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม (PHQ-9)

จะรู้ได้อย่างไรว่าเรา แค่เศร้า หรือ เป็นโรคซึมเศร้า ?

ความรู้สึกเศร้าเป็นส่วนหนึ่งของภาวะซึมเศร้า แต่ก็ไม่เหมือนกันสะทีเดียว จึงควรทำความเข้าใจถึงความแตกต่างเพื่อช่วยให้รู้ว่าเมื่อใดควรเข้ารับการรักษา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาความเป็นอยู่ และการใช้ชีวิตในสังคมให้ดีขึ้นได้ โดยอารมณ์เศร้านั้น เราแยกแยะมาให้ 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1. ความเศร้าปกติ 2. ภาวะซึมเศร้า และ 3. โรคซึมเศร้า ดังต่อไปนี้

1. ความเศร้าปกติ (normal sadness) ศัพท์อื่น ๆ feeling low, feeling down, หรือ feeling blue

ความเศร้า เป็นเพียงปฏิกิริยาปกติต่อการสูญเสีย ความผิดหวัง ปัญหา หรือสถานการณ์ที่ยากลำบากอื่น ๆ เป็นครั้งคราวเท่านั้น มนุษย์ทุกคนย่อมมีความรู้สึกเศร้าในชีวิตซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร (ทางจิตวิทยาถือเป็นสภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวกับบุคคลทั่วไป)

บางคนอาจพูดว่าพวกเขารู้สึก ‘หดหู่’ กับปัญหาชีวิตที่ผ่านเข้ามา หรือสงสัยว่าเป็นอาการของซึมเศร้า แต่ถ้ามันหายไปเอง และไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตในวงกว้าง ก็ไม่ใช่อาการป่วยจากโรคซึมเศร้าแต่อย่างใด หากคุณรู้สึกเศร้า หดหู่ เป็นครั้งคราว เพียงแค่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ ได้ทำงานอดิเรก หรือสามารถแก้ไขปัญหาที่ทำให้รู้สึกเศร้าได้แล้ว อาการเศร้าก็จะหายไปเอง และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติอย่างเดิม

• ลักษณะอาการของความเศร้าปกติ

  • รู้สึกเศร้า ผิดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
  • ความเศร้าจะไม่อยู่ตลอดไป และจะหายได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งยา หรือปรึกษาแพทย์
  • เมื่อได้ทำกิจกรรม นอนพักผ่อนเพียงพอ หรือแก้ไขปัญหาได้แล้ว อาการเศร้าก็จะดีขึ้น และหายไป

2. ภาวะซึมเศร้า (depression)

ต่างจากความเศร้าปกติตรงที่อาจไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์จริง แต่อาจเกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้า หรือคิดไปเอง (และถ้าเกิดจากเหตุการณ์สูญเสียจริงก็มักจะมีอาการเศร้ามากเกินควร และนานเกินไป)

ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าอาจรู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง มักรู้สึกด้อยค่าตนเอง รู้สึกผิด อยากตาย (บางคนอาจโกรธ หรือหงุดหงิด) และพบบ่อยว่ามีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน กิจวัตรประจำวัน และการเข้าสังคม ในรายที่รุนแรงก็จะมีอาการทางกายด้วย เช่น มีความผิดปกติของการนอน (นอนมากเกินไปหรือนอนไม่หลับ) เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออยากอาหารมากขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น

• ลักษณะอาการของภาวะซึมเศร้า

  • รู้สึกไร้ค่า สิ้นหวัง รู้สึกผิดอย่างไม่มีเหตุผล อยากตาย
  • อาการซึมเศร้าจะกินเวลานานกว่าสองสัปดาห์ และมักจะไม่หายไปเอง
  • มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ความอยากอาหาร และความเจ็บปวดไม่สามารถอธิบายได้

3. โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder – MDD)

เป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อย และเป็นปัญหาที่อุบัติมากขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมปัจจุบัน ทางการแพทย์จะถือว่าเป็นโรคซึมเศร้า ก็ต่อเมื่อมีอาการครบตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีความผิดปกติที่มีอารมณ์ซึมเศร้านานต่อเนื่อง ติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยซึมเศร้าสังเกตตัวเองว่า เริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า และเข้าปรึกษาจิตแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ พร้อมกับได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม โรคก็จะทุเลาลง และจะกลับมาเป็นผู้ที่มีจิตใจแจ่มใส พร้อมทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ดังเดิม

• ลักษณะอาการของโรคซึมเศร้า

  • มีความคิดช้า คิดเรื่องที่เป็นด้านลบ รู้สึกท้อแม้ หมดหวัง ความสนใจในกิจกรรมรอบตัวลดน้อยลงมาก
  • นอน น้อยลง นอนไม่หลับ การกินเปลี่ยนไป ส่วนใหญ่มักพบเป็นการเบื่ออาหาร กินน้อยลง
  • พูดน้อยลง ซึมลง เก็บตัว นั่งครุ่นคิด หรือร้องไห้บ่อยๆ
  • อาการมักเกิดต่อเนื่องทุกวัน เป็นช่วง แต่ละช่วงมีอาการนานตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป และอาการอาจยาวนานได้ถึง 6 เดือน

โรคซึมเศร้ารักษาหายได้ ด้วยยาต้านเศร้า อย่างน้อย 6-9 เดือน หรือรักษาด้วยจิตบำบัด

สงสัยว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าอยู่รึเปล่า?

หากคุณกำลังสงสัยว่า ตัวเองกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า มีอาการทางจิตเปลี่ยนแปลงไป สามารถทำแบบประเมินโรคซึมเศร้า9 คำถาม (PHQ-9) เพื่อประเมินอาการตนเองเบื้องต้น ก่อนเข้าพบจิตแพทย์ ได้ที่นี่

ทำแบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม —> คลิกที่นี่

3 ปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคซึมเศร้า

แพทย์จากภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า โรคซึมเศร้าเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นโรคทางจิตเวชนี้ ได้แก่

1. กรรมพันธุ์ พบว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้องสูงในโรคซึมเศร้าโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มี อาการเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

2. สารเคมีในสมอง พบว่า ระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติอย่างชัดเจน โดยมีสารที่สำคัญได้แก่ ซีโรโทนิน และนอร์เอพิเนฟริน ลดต่ำลง รวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านี้ ปัจจุบันเชื่อว่าเป็นความบกพร่องในการควบคุมประสานงานร่วมกัน มากกว่าเป็นความผิดปกติที่ระบบใดระบบหนึ่ง ยาแก้เศร้าที่ใช้กันนั้นก็ออกฤทธิ์ โดยการไปปรับสมดุลของระบบสารเคมีเหล่านี้

3. แนวคิด บางคนมีแนวคิดที่ทำให้ตนเองซึมเศร้า เช่น มองตนเองในแง่ลบ มองอดีตเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง หรือมองโลกในแง่ร้าย บุคคลเหล่านี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่กดดัน เช่น ตกงาน หย่าร้าง ถูกทอดทิ้งก็มีแนวโน้มที่จะเกิดอาการซึมเศร้าได้ง่าย หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม

วิธีป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ศูนย์ความรู้โรคซึมเศร้าไทย แนะนำวิธีป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ไว้ทั้งหมด 10 วิธี ดังต่อไปนี้

– คุยกับคนที่ไว้ใจ เกี่ยวกับอารมณ์เศร้า และเรื่องที่ทำให้เศร้า หลายคนรู้สึกดีขึ้นหลังจากการพูดคุย

– ทำกิจกรรมที่เคยทำแล้วมีความสุข

– ไปมาหาสู่พบปะพูดคุยกับเพื่อน และครอบครัวบ่อย ๆ และสม่ำเสมอ

– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แม้เป็นการเดินระยะสั้นก็ได้ จนเหงื่อซึมไหล นาน 30 นาที

– รับประทานอาหาร และนอนให้เป็นเวลาทุก ๆ วัน

– ทำใจกับอาการซึมเศร้า ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนเป็นได้ ความคาดหวังในสิ่งต่าง ๆ อาจจะไม่เป็นไปตามที่เคยเป็น

– งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามใช้ยาเสพติด เพราะทำให้อาการซึมเศร้าเป็นมากขึ้น

– ไปพบแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา หรือบุคลากรสาธารณสุข ท่านจะได้รับการดูแลช่วยเหลือที่ทันท่วงที และเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการ รักษา

– ให้รีบขอความช่วยเหลือจากบุคลากรสาธารณสุขโดยด่วน หากท่านคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรืออยากทำร้ายตนเอง

– ให้ระลึกอยู่เสมอว่าการได้รับดูแลรักษาที่ถูกวิธี จะทำให้ท่านอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว และหายขาด

โปรดจำไว้เสมอว่า… ภาวะซึมเศร้ารักษาหายได้ หากท่าน หรือคนใกล้ตัวรู้สึกซึมเศร้า อย่าลังเล…ไปหาความช่วยเหลือทันที

 

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรี! ตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่

อ้างอิง : 1. HeretoHelp 1. รพ.ธนบุรี 2. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 3. ศูนย์ความรู้โรคซึมเศร้าไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

askexpert

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยจดจำข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ท่านใช้เข้าชมเว็บไซต์ ข้อมูลการลงทะเบียนหรือ log in ข้อมูลการตั้งค่าหรือตัวเลือกที่ท่านเคยเลือกไว้บนเว็บไซต์ เช่น ภาษาที่แสดงบนเว็บไซต์ ที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า เพื่อให้ท่านสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องให้ข้อมูลหรือตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่ท่านเข้าใช้เว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจใช้งานเว็บไซต์ได้ไม่สะดวกและไม่เต็มประสิทธิภาพ
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์เเละด้านฟังก์ชั่น

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน เพื่อให้เราสามารถวัดผล ประเมิน ปรับปรุง และพัฒนาเนื้อหาสินค้า/บริการและเว็บไซต์ของเราเพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของท่าน ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ประเมิน และพัฒนาเว็บไซต์ได้
    Cookies Details

  • คุกกี้โฆษณา

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและสร้างโปรไฟล์เกี่ยวกับตัวท่าน เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และนำเสนอเนื้อหา สินค้า/บริการ และ/หรือ โฆษณาที่เหมาะสมกับความสนใจของท่านได้ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจได้รับข้อมูลและโฆษณาทั่วไปที่ไม่ตรงกับความสนใจของท่าน
    Cookies Details

Save