gedgoodlife

รู้มั้ย ยาลอราทาดีน คืออะไร รักษาอาการอะไรได้บ้าง?

  ยาลอราทาดีน (Loratadine) เป็นยาแก้แพ้กลุ่มใหม่ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่ายาต้านฮีสทามีน (Antihistamines) กลุ่มไม่ทําให้ง่วงนอน (non-sedating antihistamines) ออกฤทธิ์นานถึง 24 ชั่วโมง ใช้ลดอาการที่เกี่ยวข้องกับภูมิแพ้ เช่น คัดจมูก จาม น้ำมูกไหล คันตา บรรเทาอาการน้ำมูกไหล ใช้รักษาลมพิษ และโรคผิวหนังที่เกิดจากภูมิแพ้ ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม แต่ยาในกลุ่มนี้ผ่านเข้าสมองได้น้อยมาก จึงทําให้อาการข้างเคียง เช่น อาการง่วงนอน พบได้น้อย หรือผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการง่วงนอนเลยหลังจากกินยานี้ ทําให้ไม่ส่งผลเสียในการ ดําเนินชีวิตประจําวัน ซึ่งจะแตกต่างจากยาแก้แพ้กลุ่มเก่า ที่ทําให้เกิดอาการง่วงนอนมาก ปากแห้ง คอแห้ง หรือ ปัสสาวะคั่งได้ มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮีสทามีน ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านสารก่อภูมิแพ้ และก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมา เช่น จาม น้ำมูกไหล ผื่นคัน ลมพิษ ยานี้ช่วยลดอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้ รูปแบบ และปริมาณการใช้ยาแก้แพ้ “ลอราทาดีน” – มีจําหน่ายทั้งในรูปแบบยาเม็ด ยาแคปซูล และยาน้ำเชื่อม – เด็กอายุ 2-5 ปี รับประทานชนิดน้ำ 5 มิลลิกรัม วันละ 1 รู้มั้ย ยาลอราทาดีน คืออะไร รักษาอาการอะไรได้บ้าง?

ทำความรู้จักกับ ยาแก้แพ้ คืออะไร มีกี่ชนิด และวิธีใช้

  ทุกวันนี้คนไทยมีอาการแพ้มากขึ้น ไม่ว่าจะแพ้อากาศ หรือแพ้มลพิษต่าง ๆ เช่น ฝุ่น ควัน ฯลฯ โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยตั้งแต่ในวัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยในวัยเด็กเล็กพบอาการแพ้ เช่น แพ้นมวัว หรือโรคผิวหนัง ในเด็กโต หรือผู้ใหญ่จะพบอาการแพ้ เช่นโรคภูมิแพ้ทางอากาศ เยื่อบุตาขาว โรคหอบหืด หรือ โรคภูมิแพ้อาหารทะเล เป็นต้น การที่พบโรคภูมิแพ้ของระบบการหายใจเพิ่มขึ้นเนื่องจากวิถีชีวิต และสภาวะอากาศรอบตัวเราเปลี่ยนแปลงไป เป็นปัจจัยทําให้อุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมอาการแพ้จะเกิดขึ้น โดยสารก่อภูมิแพ้จะกระตุ้นให้เซลล์หลั่งสารฮีสตามีน (histamines) ออกมา ซึ่งฮีสตามีนเป็นสารที่มีอยู่ในเซลล์ทั่ว ร่างกาย ทั้งระบบประสาท ทางเดินอาหาร และระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อฮีสตามีนถูกหลั่งออกมาจะทําให้เกิดอาการคัน ผื่น แดงที่ผิวหนัง อาจมีหลอดลมตีบ หายใจลําบาก ที่ทางเดินหายใจ และถ้าไปออกฤทธิ์ที่ทางเดินอาหารจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ยาแก้ภูมิแพ้ หรือ ยาต้านฮีสตามีน (antihistamines) มีสรรพคุณบรรเทาอาการน้ำมูกไหล อาการจามเนื่องจากหวัด บรรเทาอาการคันจากสาเหตุต่าง ๆ ลดสารคัดหลั่ง และบรรเทาอาการคัน โดยออกฤทธิ์ยาแก้แพ้ยับยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งมีผลทําให้การหลั่งน้ำมูก และอาการแพ้ อาการคันลดลง ยาแก้แพ้แบ่งเป็น ทำความรู้จักกับ ยาแก้แพ้ คืออะไร มีกี่ชนิด และวิธีใช้

อาการแพ้ขนสัตว์เลี้ยง ต้นเหตุของภูมิแพ้ขนสัตว์ที่ควรระวัง

โชติมา หาญณรงค์ ผู้ชำนาญการด้านเภสัชกรรม การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเป็นความสุขของใครหลายคน แต่สำหรับผู้ที่มีอาการภูมิแพ้ขนสัตว์ โดยเฉพาะ อาการแพ้ขนแมวอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้ การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งอาการแพ้ขนสัตว์เลี้ยงเป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้ในสัตว์เลี้ยง ซึ่งสามารถส่งผลต่อสุขภาพได้อย่างมีนัยสำคัญ ภูมิแพ้ขนสัตว์ คืออะไร ภูมิแพ้ขนสัตว์เป็นภาวะที่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ที่มาจากสัตว์เลี้ยง เช่น น้ำลาย สะเก็ดผิวหนัง หรือรังแค ของสุนัขหรือแมว ทำให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น น้ำมูกไหล คันจมูก หรือหายใจลำบาก สาเหตุของอาการแพ้ขนสัตว์ อาการแพ้ขนสัตว์เกิดจากการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ที่อยู่ในขนหรือผิวหนังของสัตว์เลี้ยง ซึ่งอาจทำให้เกิดการผลิตแอนติบอดีที่ไม่เหมาะสมในร่างกาย ส่งผลให้เกิด อาการแพ้ขนแมว หรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 1. สารก่อภูมิแพ้ในน้ำลายของสัตว์ สัตว์เลี้ยงเลียขนทำความสะอาดตัวเอง น้ำลายของสัตว์เลี้ยงมีโปรตีนที่สามารถทำให้เกิด อาการแพ้ขนแมว หรือ ภูมิแพ้ขนสัตว์ ได้ เมื่อสัมผัสกับผิวหนังหรือผิวหนังของมนุษย์ สารก่อภูมิแพ้จะติดอยู่บนขน เมื่อขนร่วง สารก่อภูมิแพ้จะกระจายในอากาศ 2. สะเก็ดผิวหนัง รังแค สะเก็ดผิวหนังและรังแคของสัตว์เลี้ยงที่หลุดออกจากสัตว์เลี้ยงมีสารก่อภูมิแพ้ที่สามารถกระจายอยู่ในอากาศและกระตุ้นการแพ้ในผู้ที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ เมื่อสัตว์ผลัดขน สารเหล่านี้จะกระจายในอากาศ 3. ไรฝุ่นบนขนสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่นที่อาศัยอยู่บนขนสัตว์เลี้ยงก็เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ขนสัตว์ได้ อาการแพ้ขนสัตว์เลี้ยง ต้นเหตุของภูมิแพ้ขนสัตว์ที่ควรระวัง

“โรคลมพิษ” คันยิก ๆ รักษายังไงดี?

  โรคลมพิษ คือ โรคที่แสนน่ารำคาญ และทำให้ผิวพรรณดูน่าเกลียด น่ากลัว เพราะ ผื่นแดงขึ้นทั้งตัว แถมยังมาพร้อมอาการคันยุบยิบไปหมด อยากจะเกาก็กลัวจะเป็นแผล แล้วจะทำยังไงให้ลมพิษหาย อาการคันหมดไป มาติดตามกันต่อเลย โรคลมพิษ คืออะไร ? โรคลมพิษ หรือ ผื่นลมพิษ (Urticaria) มีลักษณะเป็นผื่น ปื้นนูนแดงขึ้นมาที่ผิวหนัง มีอาการคัน ผื่นลมพิษขึ้นได้ทั้งร่างกาย แขน ขา เป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย โดยพบมากที่สุดในช่วงอายุ 20-40 ปี อาการมักอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง แต่ก็อาจมีผื่นลมพิษขึ้นมาใหม่อีกได้ สาเหตุของโรคลมพิษ โรคลมพิษ เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเมื่อร่างกายมีปฎิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ ร่างกายปล่อยสาร “ฮีสตามีน (Histamine)” และสารอื่น ๆ เข้าสู่กระแสเลือดเป็นจำนวนมาก ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัว มีพลาสมาหรือน้ำเลือดซึมออกมาในผิวหนัง จนทำให้เกิดผื่นนูนแดงที่ผิวหนังขึ้น ลมพิษ อาจเกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้ แพ้อาหาร เช่น แพ้อาหารทะเล สารกันบูด แพ้ยา ปฏิกิริยาการแพ้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผื่นลมพิษได้ การติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย “โรคลมพิษ” คันยิก ๆ รักษายังไงดี?

“โรครองช้ำ” เกิดจากอะไร รักษายังไงดี?

  โรครองช้ำ (plantar fasciitis) หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ หรือ เอ็นส้นเท้าอักเสบ เป็นโรคที่มักทำให้ปวดส้นเท้าและฝ่าเท้า เวลาที่เราเดินลงน้ำหนัก บางคนอาจรู้สึกปวดส้นเท้ามากหลังตื่นนอน เป็นโรคที่หลายคนอาจคิดว่า เป็นการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อธรรมดา ๆ แต่ความจริงแล้ว มันอาจเป็นสัญญาณของ โรครองช้ำ ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็วก่อนจะมีอาการเรื้อรังก็ได้! โรครองช้ำ มีอาการอย่างไรบ้าง? โรครองช้ำ เกิดจากการที่เอ็นฝ่าเท้ามีอาการอักเสบ โดยเอ็นฝ่าเท้า จะเป็นเอ็นแผ่นบาง ๆ ที่ห่อหุ้มตั้งแต่ส้นเท้าไปจนถึงปลายนิ้วเท้า และเป็นสิ่งที่รับแรงกระแทกขณะที่เรายืน เดิน หรือวิ่ง ทำให้เมื่อมีการใช้เอ็นฝ่าเท้าทำงานมากเกินไป หรือมีการใช้งานที่ผิดปกติ เช่น ถูกกระแทก ถูกบีบกดจากการเคลื่อนไหว จึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ โดยโรครองช้ำ จะมีอาการ ดังนี้ ปวดหรือเจ็บส้นเท้า ลามไปทั่วฝ่าเท้า โดยจะเริ่มมีอาการตั้งแต่ลงจากเตียงนอน หรือก้าวเดินก้าวแรกของวัน ปวดฝ่าเท้า หรือ ส้นเท้า เมื่อเดินลงน้ำหนัก มีอาการปวดจี๊ดๆ ปวดอักเสบ บางคนอาจปวดทีละน้อย จนคิดว่าอาการป่วยจะหายไปเอง แต่ก็จะกลับมาปวดอีก ปวดฝ่าเท้าเมื่อเดิน หรือ เคลื่อนไหวร่างกาย อาการปวดจะรุนแรงที่สุด “โรครองช้ำ” เกิดจากอะไร รักษายังไงดี?

“ยาคุมฉุกเฉิน” กินอย่างไรให้ถูกต้อง ปลอดภัย และข้อเท็จจริงที่ควรรู้!

  ยาคุมฉุกเฉิน กับสารพัดคำถามที่ถามเข้ามาในบอร์ด GED : ASK EXPERT เช่น คุณหมอคะ ทานยาคุมฉุกเฉินได้ตอนไหน? กินแล้วจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้หรือไม่คะ? ยาคุมฉุกเฉินมีผลข้างเคียงไหมคะ? และคำถามอื่น ๆ อีกมากมาย งั้นวันนี้มาดูกันเลยว่า ยาคุมฉุกเฉินนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร มีข้อดี-ข้อเสีย และควรกินอย่างไรบ้าง มาติดตามกันเลย! ยาคุมฉุกเฉิน คืออะไร? ยาคุมฉูกเฉิน หรือ ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pill หรือ morning-after pills) คือ ยาฮอร์โมนที่มีขนาดสูงกว่ายาคุมกำเนิดทั่วไป ที่ผลิตออกมาเพื่อใช้เฉพาะในเหตุการณ์จำเป็น ฉุกเฉินเท่านั้น เช่น ถุงยางอนามัยฉีกขาด การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้มีการคุมกำเนิดด้วยวิธีใด ๆ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืนกระทำชำเรา ลืมกินยาเม็ดคุมกำเนิดเกิน 3 วันขึ้นไป ข้อควรรู้ ยาคุมฉุกเฉิน ไม่สามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้เต็ม 100% (และในปัจจุบันก็ยังไม่มีวิธีไหนที่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้แบบ 100% เต็ม) ยาคุมฉุกเฉิน มีกี่ชนิด? ยาคุมฉุกเฉินในเมืองไทย มีทั้งหมด “ยาคุมฉุกเฉิน” กินอย่างไรให้ถูกต้อง ปลอดภัย และข้อเท็จจริงที่ควรรู้!

“ภูมิแพ้เกสรดอกไม้” สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

  พอถึงช่วงที่ดอกไม้เบ่งบาน หลายคนอยากออกไปเที่ยว ชื่นชมธรรมชาติ เดินเล่นในสวน ชื่นชมความสวยงามของดอกไม้ แต่บางคนกลับต้องเก็บตัว เพราะอาการไอ จาม คันจมูก น้ำมูกไหล ในช่วงเดิมทุก ๆ ปี จากสาเหตุของ “ภูมิแพ้เกสรดอกไม้” ทำไมเจ้าดอกไม้ที่ดูสวยงาม สดใส ไร้พิษสง กลับทำร้ายเราให้ทรมานกับอาการ ภูมิแพ้ได้ ภูมิแพ้เกสรดอกไม้ มีสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาอย่างไรได้บ้าง รู้จักกับภูมิแพ้ “ภูมิแพ้เกสรดอกไม้” ภูมิแพ้เกสรดอกไม้ (Pollen allergy) คือ อาการภูมิแพ้ ที่เกิดจากการสูดหายใจ เอาละอองของพืช เกสรพืชเข้าสู่ทางเดินหายใจ ซึ่งการแพ้เกสรดอกไม้ มักเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ หรือ เรียกว่า “จมูกอักเสบจากภูมิแพ้” โดยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเกิดตลอดทั้งปี แต่จะมีอาการภูมิแพ้ในบางฤดูกาลเท่านั้น เช่น ในประเทศญี่ปุ่น มีคนญี่ปุ่นกว่า 25 ล้านคน ป่วยเป็นโรค ภูมิแพ้ละอองเกสรดอกไม้ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม ถึงเดือนเมษายน สาเหตุของ ภูมิแพ้เกสรดอกไม้ สาเหตุมาจากปฏิกิริยาแพ้ของร่างกายในคนที่มีอาการแพ้ เกสรดอกไม้ ละออง “ภูมิแพ้เกสรดอกไม้” สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

ท้องผูก เบ่งจนแสบ ถ่ายเป็นเลือด หรือเราเป็น “โรคริดสีดวงทวาร” ?

  โรคริดสีดวงทวาร หรือ โรคริดสีดวงทวารหนัก (hemorrhoids) โรคที่แสนจะทรมานที่พบได้บ่อย และเมื่อเป็นแล้ว ก็จะทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันของคุณไม่สะดวกสบายอีกต่อไป เพราะการมีเลือดออกขณะ และหลังถ่ายท้อง มันรู้สึกแย่มาก ๆ เลย ว่าแต่ ริดสีดวงทวาร เกิดจากอะไรกันแน่นะ เราจะหลีกเลี่ยงมันได้ยังไง หรือถ้าเกิดเป็นไปแล้ว จะรักษาได้ยังไงบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลมาบอกกันแล้ว โรคริดสีดวงทวาร คืออะไร? โรคริดสีดวงทวาร คือ การที่หลอดเลือดดำที่ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก มีอาการบวม หรือโป่งพอง เป็นหัว หรือที่เรียกว่า “หัวริดสีดวง” โดยหลอดเลือดบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก โดยเราสามารถแบ่ง ริดสีดวงทวาร ออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. ริดสีดวงทวารภายใน คือ ริดสีดวงทวารที่เกิดเหนือรูทวารหนักราว 1.5 – 2 ซม. และหลอดเลือดที่โป่งพอง มักจะไม่โผล่ออกมาให้เห็น รวมถึงคลำไม่พบ มักถูกคลุมด้วยเยื่อลำไส้ใหญ่ตอนปลายสุด ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดในขณะที่ยังไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่จะมีอาการเลือดออก และพบก้อนได้ 2. ริดสีดวงภายนอก ท้องผูก เบ่งจนแสบ ถ่ายเป็นเลือด หรือเราเป็น “โรคริดสีดวงทวาร” ?

โรคหวัด คืออะไร เป็นหวัด น้ำมูกไหล บรรเทาอาการหวัดยังไงดี

ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่รวดเร็วหรือมลพิษทางอากาศที่เพิ่มขึ้น การรู้จักอาการและประเภทของโรคหวัดจะช่วยให้เราสามารถรับมือได้อย่างถูกวิธี  โรคหวัด คืออะไร โรคหวัด คือการติดเชื้อที่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ จมูก คอ โพรงไซนัสและหลอดลม โดยมีเชื้อไวรัสเป็นเชื้อก่อโรค โรคหวัดเป็นโรคที่สามารถพบเจอได้ทั่ว ไป ผู้ใหญ่สามารถเป็นหวัดได้สองถึงสามครั้งต่อปี ในขณะทีเด็กเล็กอาจเป็นหวัดได้สี่ครั้งขึ้นไปต่อปี โรคหวัด เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง โรคหวัด เกิดจากไวรัสได้หลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของโรคหวัดมากที่สุดคือ Rhinovirus ไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางปาก ตา และจมูก อาการของโรคหวัดที่ควรรู้ โรคหวัด มักมีอาการน้ำมูกไหล โดยน้ำมูกอาจเป็นสีใสและกลายเป็นข้นเหนียว มีสีเหลืองหรือเขียวได้แต่หากไม่ได้เกิดสีนี้ตลอดทั้งวัน อาจไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรีย มีอาการไอ จาม เจ็บคอ ปวดหัวหรือปวดร่างกายเล็กน้อย มีไข้ต่ำ ๆ ไข้หวัดทั่วไป VS ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันยังไง ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดทั่วไปและไข้หวัดใหญ่คือความรุนแรงของอาการ โดยในไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงมากกว่าไข้หวัดทั่วไป และมักพบอาการไข้ หนาวสั่น ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนแรง เจ็บหน้าอก ในขณะที่อาการหวัดทั่วไปมักมีอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล และเจ็บคอ ไม่ค่อยพบอาการ ไข้ หนาวสั่น โรคหวัด คืออะไร เป็นหวัด น้ำมูกไหล บรรเทาอาการหวัดยังไงดี

รวมเคล็ดลับ คลอดง่าย ปากมดลูกเปิดเร็ว

  คุณแม่ที่ใกล้คลอด โดยเฉพาะหากเป็นท้องแรก เรื่องที่ทำให้หวั่นใจ ทำใจไม่ได้คือ เสียงลือเสียงเล่าเรื่องการคลอดลูก ที่เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว แม่หลายคนจึงตัดสินใจใช้วิธีผ่าคลอด แต่หากคุณแม่ตัดสินใจจะคลอดด้วยตัวเองนั้น เรามีเคล็ดลับ คลอดง่าย ปากมดลูกเปิดเร็ว ให้คุณแม่มาได้เตรียมพร้อมไว้ก่อน สถิติอัตราการผ่าคลอดในประเทศไทย ปี 2533 : ร้อยละ 14.8 ปี 2544 : ร้อยละ 20.7 ปี 2557 : ร้อยละ 39.4 อัตราการผ่าคลอดในปี 2533 เท่ากับร้อยละ 14.8 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.7 ในปี 2544 และเมื่อถึงปี 2557 ตัวเลขดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 39.4 ซึ่งสูงกว่าตัวเลขขององค์การอนามัยโลกกว่า 2 เท่า คลอดธรรมชาติ ดีอย่างไร ? การคลอดเองที่อาจจะคาดการณ์เวลาคลอดแน่นอนไม่ได้ หรือ ต้องรอจนกว่าปากมดลูกจะเปิด อาจเจ็บท้องระหว่างรอคลอด แต่การคลอดเองนั้นมีข้อดีอยู่มากจน ทำให้แม่อาจจเปลี่ยนใจมาคลอดเองกันดีกว่า – ลดโอกาสการเกิดการแทรกซ้อนระหว่างการคลอด รวมเคล็ดลับ คลอดง่าย ปากมดลูกเปิดเร็ว

วิตามินสำหรับเด็ก กินยังไง ให้ร่างกายได้ประโยชน์เต็ม ๆ

  หากลูกคุณ เป็นเด็กกินยาก กินน้อย หรือ กินแต่อาหารเดิมซ้ำ ๆ ที่ไม่มีประโยชน์ การให้ลูกเสริม วิตามินสำหรับเด็ก จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารอาหารในช่วงวัยที่ลูกเลือกกิน แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงวัยนี้ไป เขาก็จะเริ่มปรับตัว และกินอาหารได้ดีขึ้น วิตามินมีกี่ประเภท ? วิตามิน สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ 1. วิตามินกลุ่มที่ละลายได้ในน้ำ (Water-soluble vitamin) วิตามินกลุ่มนี้มีคุณสมบัติ คือ ละลายได้ดีในน้ำ เพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย อยู่ในร่างกาย 2 – 4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือถูกขับออกมากับปัสสาวะ ไม่สะสมตกค้างในร่างกาย จำเป็นต้องได้รับจากอาหารเป็นประจำทุกวัน เพราะร่างกายจะขับออกได้ง่าย กลุ่มวิตามินที่ละลายได้ในน้ำได้ – วิตามินบี (The B Vitamins) แบ่งเป็นหลายชนิด เช่น วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง วิตามินบีหก วิตามินบีสิบสอง ไนอะซิน กรดโฟลิก กรดแพนโททินิก และไบโอติน เป็นต้น วิตามินสำหรับเด็ก กินยังไง ให้ร่างกายได้ประโยชน์เต็ม ๆ

พ่อแม่ต้องรู้! เมื่อ “ลูกชัก” ต้องทำอย่างไร ?

  อยู่ดี ๆ ลูกก็กระตุกเกร็งไปทั้งตัว ใครที่เจอลูกมีอาการแบบนี้เป็นครั้งแรก คงเกิดอาการลนลาน ตกใจทำอะไรไม่ถูก พ่อแม่ต้องตั้งสติแล้วมาดูว่าเมื่อ ลูกชัก ต้องทำ และห้ามทำ! อะไรบ้าง เห็นลูกมีอาการชัก อาจไม่ได้หมายถึงโรคลมชักเสมอไป โดยทั่วไป อาการชักสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท 1. อาการชัก (Seizure) เกิดจากการที่สมองมีการสร้างไฟฟ้าผิดปกติไปชั่วขณะ ทำให้มีอาการทางระบบประสาทชั่วขณะหนึ่ง อาจเป็นวินาทีหรือนาทีก็ได้ โดยอาการเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้หากแก้ที่สาเหตุได้ เช่น เนื้องอก โรคสมองอักเสบ การขาดวิตามิน เป็นต้น ผู้ป่วยที่มีอาการชักไม่จำเป็นต้องเป็นโรคลมชักเสมอไป แต่อาจเป็นอาการชักเพียงครั้งแรกที่เกิดจากปัจจัยกระตุ้น 2. อาการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ (Convulsion) ซึ่งคล้ายคลึงกับอาการชักแต่อาจไม่ใช่การชักเสมอไป เช่น อาการเกร็งที่อาจพบได้ตอนเป็นลม เป็นต้น 3. โรคลมชัก (Epilepsy) เกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าในสมองลัดวงจรอย่างถาวร ทำให้เกิดอาการชักขึ้นมาซ้ำ ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดมากระตุ้นให้เกิดอาการ สาเหตุของอาการชักในเด็ก ไข้สูง การติดเชื้อที่ระบบประสาทส่วนกลาง ภยันตรายที่เกิดกับระบบประสาทกลางระหว่างการคลอด ภาวะสมองขาดออกซิเจน ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ ระดับน้ำตาลกลูโกสต่ำ ภยันตรายที่ศีรษะ เลือดออกในสมอง พ่อแม่ต้องรู้! เมื่อ “ลูกชัก” ต้องทำอย่างไร ?

อาการร้อนใน เป็นแผลในปาก เพราะขาดวิตามิน จริงหรือ !?

  ถ้าอยู่ดีๆ ลูกกินข้าวได้น้อยลง บ่นเจ็บในปาก อาจเป็นเพราะลูกกำลังเผชิญกับ ร้อนใน เป็นแผลในปาก โดยร้อนในเจอได้ทุกวัย ตั้งแต่เด็ก อาจจะไม่ใช่โรคอันตรายร้ายแรง แต่เป็นแล้ว ทำให้ลำบากในการใช้ชีวิต ยิ่งถ้าเป็นมาก ๆ อาจทำให้อยากอาหารน้อยลง กินข้าวไม่ได้ หรือ ที่สำคัญคือ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังอ่อนแอได้ แผลร้อนใน (Recurrent aphthous ulcer) เป็นแผลที่พบได้บ่อยบนเยื่อเมือกช่องปาก มักเริ่มเป็นตั้งแต่วัยเด็ก และวัยหนุ่มสาว ลักษณะเฉพาะของแผลจะเป็นแผลขนาดเล็กลักษณะกลม หรือ รี มีเยื่อเทียมสีเหลืองเทาปกคลุม ล้อมรอบด้วยรอยแดงแผลอาจเกิดเป็นแผลเดี่ยว หรือหลายแผล เวลาเป็นร้อนในจะมีอาการเจ็บ ปวดที่แผลด้วย ลักษณะของแผลร้อนใน แผลร้อนใน เป็นมากหรือน้อย อาจแบ่งได้ตามลักษณะของแผล โดยแบ่งลักษณะแผล ได้ 3 ลักษณะ คือ 1. แผลร้อนในขนาดเล็ก (Minor aphthous ulcer) เป็นแผลขนาดเล็กลักษณะกลม หรือ รี มีเยื่อเทียมสีเหลืองเทาปกคลุม ล้อมรอบด้วยขอบอักเสบแดงขนาดของแผลมักจะไม่เกิน 5 มิลลิเมตร อาการร้อนใน เป็นแผลในปาก เพราะขาดวิตามิน จริงหรือ !?

เบาหวานตอนตั้งครรภ์ อันตรายแค่ไหน ป้องกันได้อย่างไร

  แม่ตั้งครรภ์หลายคนไม่ได้ป่วยเป็นเบาหวานมาก่อน แต่เมื่อตั้งครรภ์ กลับมีโอกาส หรือความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น เบาหวานตอนตั้งครรภ์ เกิดจากอะไร ทำไมคุณหมอถึงต้องให้ระมัดระวังมากเป็นพิเศษ อันตรายแค่ไหน จะป้องกันได้อย่างไร สถิติเบาหวานของหญิงตั้งครรภ์ – สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation : IDF) ประมาณว่า มีหญิงตั้งครรภ์ จำนวนถึง 20.9 ล้านคน หรือ ร้อยละ 16.2 ที่มีภาวะน้ำตาลสูงในเลือด (พ.ศ. 2558) โดย ร้อยละ 85.1 วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ (gestational diabetes) และ ร้อยละ 7.4 เป็นเบาหวานชนิดอื่นที่ตรวจพบตอนตั้งครรภ์ – สถิติในคนไทย โรคเบาหวานที่เกิดก่อนการตั้งครรภ์พบได้น้อยกว่าโรคเบาหวานที่เกิดจากการตั้งครรภ์ ในคนไทยพบประมาณร้อยละ 0.5 ของหญิงตั้งครรภ์ ส่วนโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ พบได้มากถึงร้อยละ 5-20 เบาหวานตอนตั้งครรภ์ มี 2 ประเภท 1. เบาหวานที่เป็นมาก่อนการตั้งครรภ์ หมายถึง เบาหวานตอนตั้งครรภ์ อันตรายแค่ไหน ป้องกันได้อย่างไร

ลูกกินเก่ง น้ำหนักเยอะ ยังต้อง “เสริมวิตามินให้ลูก” ไหม ?

  เห็นลูกน้ำหนักเยอะ กินเก่ง อย่าเพิ่งมั่นใจไปว่าลูกได้สารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ครบถ้วน เพราะสำหรับเด็ก ที่อ้วนท้วน จ่ำม้ำ อาจจะอ้วนเพราะไขมัน แต่ว่าไม่ได้วิตามิน สารอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายครบถ้วน จึงเป็นคำถามว่า ลูกกินเก่ง น้ำหนักเยอะ จำเป็นต้อง เสริมวิตามินให้ลูก อีกไหม ? วิตามิน สำคัญอย่างไร ? วิตามิน (Vitamin) คือ สารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อชีวิตมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ตามปกติของร่างกายเรา และ ร่างกายไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์วิตามินขึ้นเองได้ วิตามินจึงได้มาจากการรับประทานอาหาร แต่ว่าวิตามินจะมีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม บางครั้ง ถึงต้องเสริมวิตามินให้ร่างกาย ลูกกินเก่ง น้ำหนักเยอะต้อง เสริมวิตามินให้ลูก ไหม ? เราอาจจะเคยได้ยินว่า ถ้าลูกตัวเล็ก น้ำหนักน้อย ให้เสริมวิตามินให้ลูก แต่ในทางกลับกัน ถ้าลูกกินเก่ง น้ำหนักเยอะ อ้วนท้วน อาจจะไม่ได้หมายความว่า ลูกได้วิตามินครบถ้วน ต้องดูด้วยว่าอาหารที่ลูกกิน เป็นอาหารประเภทไหน หากลูกกินได้เยอะ แต่เป็นอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เป็นขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม ลูกกินเก่ง น้ำหนักเยอะ ยังต้อง “เสริมวิตามินให้ลูก” ไหม ?

5 เคล็ดลับดูแลลำไส้ลูกง่าย ๆ หมดปัญหา “เด็กท้องผูก”

  หากลูกมีอาการท้องผูก (Constipation) ไม่ควรปล่อยให้ลูกเป็นนาน เพราะหากปล่อยให้ เด็กท้องผูก ถ่ายยาก อุจจาระแข็งนานไป อาจส่งผลกับพฤติกรรมลูก ทำให้ไม่ยอมขับถ่าย กลั้นอุจจาระ จนกลายเป็นท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งต้องใช้เวลารักษามากขึ้น อาการของเด็กท้องผูก – เวลาอุจจาระต้องออกแรงเบ่งมาก ถ่ายอุจจาระลำบาก ออกแรงเบ่งนาน – ไม่ค่อยถ่ายอุจจาระ ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลาติดต่อกันมากว่า 2 สัปดาห์ แสดงว่ากำลังมีปัญหาท้องผูก – อุจจาระก้อนแข็ง ถ่ายอุจจาระเป็นก้อนแข็งเล็ก ๆ เหมือนขี้แพะ – ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน มีอาการเจ็บปวดบริเวณทวารหนัก เวลาถ่ายอุจจาระทำให้ไม่กล้าเบ่งถ่าย สาเหตุที่ทำให้ลูกท้องผูก เด็กท้องผูกเพราะเปลี่ยนนม ในช่วงเปลี่ยนผ่านนม เช่น เด็กที่เปลี่ยนจากนมแม่มากินนมผงดัดแปลง หรือ แม้กระทั่งเปลี่ยนยี่ห้อนม ก็อาจทำให้เกิดท้องผูกได้ เนื่องจากนมวัวมีอัตราส่วนของโปรตีนต่อคาร์โบไฮเดรตสูงกว่านมแม่ หรือในนมแต่ละยี่ห้อก็มีสัดส่วน ของส่วนผสมต่าง ๆ แตกต่างกันไป ทำให้ท้องผูกได้ การขับถ่ายไม่เหมือนเดิม ดื่มน้ำน้อย เด็กที่ดื่มน้ำน้อย หรือสูญเสียน้ำมากจากอากาศที่ร้อน หรือเป็นไข้ 5 เคล็ดลับดูแลลำไส้ลูกง่าย ๆ หมดปัญหา “เด็กท้องผูก”

askexpert

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยจดจำข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ท่านใช้เข้าชมเว็บไซต์ ข้อมูลการลงทะเบียนหรือ log in ข้อมูลการตั้งค่าหรือตัวเลือกที่ท่านเคยเลือกไว้บนเว็บไซต์ เช่น ภาษาที่แสดงบนเว็บไซต์ ที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า เพื่อให้ท่านสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องให้ข้อมูลหรือตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่ท่านเข้าใช้เว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจใช้งานเว็บไซต์ได้ไม่สะดวกและไม่เต็มประสิทธิภาพ
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์เเละด้านฟังก์ชั่น

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน เพื่อให้เราสามารถวัดผล ประเมิน ปรับปรุง และพัฒนาเนื้อหาสินค้า/บริการและเว็บไซต์ของเราเพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของท่าน ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ประเมิน และพัฒนาเว็บไซต์ได้
    Cookies Details

  • คุกกี้โฆษณา

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและสร้างโปรไฟล์เกี่ยวกับตัวท่าน เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และนำเสนอเนื้อหา สินค้า/บริการ และ/หรือ โฆษณาที่เหมาะสมกับความสนใจของท่านได้ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจได้รับข้อมูลและโฆษณาทั่วไปที่ไม่ตรงกับความสนใจของท่าน
    Cookies Details

Save