ท้องผูก เบ่งจนแสบ ถ่ายเป็นเลือด หรือเราเป็น “โรคริดสีดวงทวาร” ?

โรคริดสีดวงทวาร

โรคริดสีดวงทวาร หรือ โรคริดสีดวงทวารหนัก (hemorrhoids) โรคที่แสนจะทรมานที่พบได้บ่อย และเมื่อเป็นแล้ว ก็จะทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันของคุณไม่สะดวกสบายอีกต่อไป เพราะการมีเลือดออกขณะ และหลังถ่ายท้อง มันรู้สึกแย่มาก ๆ เลย ว่าแต่ ริดสีดวงทวาร เกิดจากอะไรกันแน่นะ เราจะหลีกเลี่ยงมันได้ยังไง หรือถ้าเกิดเป็นไปแล้ว จะรักษาได้ยังไงบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลมาบอกกันแล้ว

โรคริดสีดวงทวาร คืออะไร?

โรคริดสีดวงทวาร คือ การที่หลอดเลือดดำที่ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก มีอาการบวม หรือโป่งพอง เป็นหัว หรือที่เรียกว่า "หัวริดสีดวง" โดยหลอดเลือดบางส่วนยื่นออกมาจากทวารหนัก โดยเราสามารถแบ่ง ริดสีดวงทวาร ออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. ริดสีดวงทวารภายใน คือ ริดสีดวงทวารที่เกิดเหนือรูทวารหนักราว 1.5 – 2 ซม. และหลอดเลือดที่โป่งพอง มักจะไม่โผล่ออกมาให้เห็น รวมถึงคลำไม่พบ มักถูกคลุมด้วยเยื่อลำไส้ใหญ่ตอนปลายสุด ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดในขณะที่ยังไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่จะมีอาการเลือดออก และพบก้อนได้

2. ริดสีดวงภายนอก คือ ริดสีดวงทวารที่เกิดขึ้นบริเวณปากรอยย่นของทวารหนัก สามารถมองเห็น และคลำติ่งเนื้อที่ปกคลุมหลอดเลือดโป่งพองได้ หลอดเลือดที่โป่งพองจะถูกคลุมด้วยผิวหนัง อาจมีความรู้สึกเจ็บปวด และเลือดออก เนื่องจากที่ติ่งเนื้อมีปลายประสาทรับความรู้สึก

อาการของ โรคริดสีดวงทวาร

อาการของโรคริดสีดวงทวาร สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ตามความรุนแรงของอาการที่เพิ่มขึ้น ได้แก่

ระยะที่ 1: มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก มีเลือดไหลขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ หากท้องผูก จะมีเลือดออกมากขึ้น

ระยะที่ 2: หัวริดสีดวงทวารมีขนาดใหญ่ขึ้น และเริ่มโผล่พ้นทวารหนัก เวลาเบ่งอุจจาระ จะออกมาให้เห็นมากขึ้น และหดกลับได้เองหลังขับถ่าย

ระยะที่ 3: หัวริดสีดวงทวารโผล่ออกมามากกว่าเดิม เวลาไอ จาม หรือยกของหนักที่ต้องเกร็งท้อง จะเกิดการเบ่ง ทำให้หัวริดสีดวงทวารออกมาข้างนอก ไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เอง และต้องใช้นิ้วดันกลับเข้าไป

ระยะที่ 4: หัวริดสีดวงทวารโตมากขึ้น สามารถมองเห็นจากภายนอกได้ง่าย และชัดเจน มีอาการบวม อักเสบ และอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง โดยจะมีเลือดออกอยู่เสมอ หรืออาจเป็นน้ำเหลืองที่มีลักษณะเมือก ลื่น และมีอุจจาระออกมาได้ ทำให้สกปรก ผู้ป่วยรู้สึกเปียกชื้นตลอดเวลา อาจมีอาการคันที่ขอบปากทวารร่วมด้วย มีอาการเน่า และอักเสบมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย หากมีเลือดออกอยู่เรื่อย ๆ จะทำให้ซีด อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลด และหน้ามืดได้ ควรเข้าพบแพทย์โดยด่วน

โรคริดสีดวงทวาร

สาเหตุของการเกิด ริดสีดวงทวารหนัก

• มักทานอาหารที่มีกากใยน้อย

• มีภาวะท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ต้องเบ่งถ่ายอุจจาระอยู่เป็นประจำ แรงเบ่งจะทำให้เนื้อเยื่อหลอดเลือดเกิดการบาดเจ็บ ส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพอง หรือหลอดเลือดขอดได้ง่าย
• ชอบเบ่งอุจจาระแรง ๆ

• ถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน เช่น ชอบเล่นโทรศัพท์มือถือขณะขับถ่าย รวมถึงการ การยืน หรือเดินเป็นเวลานาน
• ชอบใช้ยาสวนอุจจาระ หรือยาระบายพร่ำเพรื่อ

• ท้องเดิน ท้องเสียเรื้อรัง เมื่อถ่ายอุจจาระบ่อย ๆ จะทำให้เกิดแรงเบ่งที่เป็นการเพิ่มความดัน

• มีน้ำหนักตัวมาก หรือโรคอ้วน ส่งผลให้แรงดันในช่องท้อง และอุ้งเชิงกรานเพิ่มขึ้น เลือดจึงคั่งในเนื้อเยื่อหลอดเลือดได้

• ตั้งครรภ์ น้ำหนักของครรภ์ จะกดทับบนเนื้อเยื่อหลอดเลือด ทำให้เลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือด
• การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จะทำให้เกิดการกด เบียดทับ หรือบาดเจ็บ ต่อเนื้อเยื่อหลอดเลือดเรื้อรังได้ ทำให้เลือดคั่งอยู่ในหลอดเลือด และเกิดหลอดเลือดโป่งพองได้ง่าย

• ไอเรื้อรัง เนื่องจากส่งผลเพิ่มแรงดันในช่องท้อง

• อายุที่เพิ่มมากขึ้น ผู้สูงอายุมักจะมีการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ รวมทั้งความเสื่อมของกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด จึงทำให้หลอดเลือดโป่งพองได้ง่ายกว่าปกติ

• พบร่วมกับโรคในช่องท้องอื่น ๆ เช่น ก้อนเนื้องอกในท้อง เนื้องอกมดลูก ถุงน้ำรังไข่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมากโต ตับแข็ง หากมีเลือดออกนานกว่า 1 สัปดาห์ หรือเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ควรเข้ารับการตรวจ

• ไม่ทราบสาเหตุ หรือมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม

โรคริดสีดวงทวาร

ริดสีดวงทวาร รักษาได้ยังไงบ้าง?

การรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก สามารถจำแนกได้ ดังนี้

1. การรักษาริดสีดวงภายใน แบบไม่ผ่าตัด

  • รัดยาง เป็นการรักษาที่ไม่เจ็บมาก แต่จะรู้สึกหน่วง ๆ เหมือนปวดท้องถ่ายอยู่ราว 1-3 วัน การรัดยาง จะช่วยให้ริดสีดวงระยะ 2-3 สามารถหดกลับไปยังระยะ 1 ได้ หลังจากรัดแล้ว ยางจะหลุดไปเอง แผลตรงที่รัดยาง จะหดกลับไปเองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอีก
  • ฉีดยา ช่วยให้เส้นเลือดแข็งและหดกลับไป เป็นยาชนิดเดียวกันที่ใช้รักษาเส้นเลือดขอด แต่หากเทียบกับการรัดยางแล้ว การรัดยางจะได้ผลที่ดีกว่า วิธีนี้มักใช้รักษาอาการเลือดออกเป็นหลัก
  • รักษาริดสีดวงทวารด้วยนวัตกรรม HAL-RAR  โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง ในการตรวจหาตำแหน่งของหลอดเลือดแดง ที่มาเลี้ยงหัวริดสีดวงทวารหนัก แล้วทำการเย็บผูกรัดหลอดเลือด เพื่อความความดันเลือดที่ไปขยายขนาดของหัวริดสีดวงทวารให้ลดลง ทำให้หัวริดสีดวงฝ่อไป โดยไม่มีการตัดหัวริดสีดวง และเยื่อบุทวารหนักใด ๆ ทั้งสิ้น

2. การรักษาริดสีดวงภายใน แบบผ่าตัด

  • การผ่าตัดมาตรฐาน เป็นการการผ่าตัดเพื่อผ่าเอาก้อนเนื้อออก แล้วเย็บปิดปากแผล ใช้เวลา 1 ชั่วโมงขึ้นไป ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1-2 วัน และกลับไปพักที่บ้านต่ออีกราว 1 สัปดาห์ โดยให้งดออกกำลังกาย
  • รักษาด้วยเลเซอร์ ต้องเจาะเข้าบริเวณข้าง ๆ แผล เพื่อใช้เลเซอร์ทำลายริดสีดวง ไม่ได้ผ่าทวารหนักโดยตรง โดยรอยเจาะจะมีขนาดราว 2-3 มิลลิเมตร หลังผ่าเสร็จ ไม่ต้องเย็บแผล สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติหลังผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นนาน
  • เครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ เป็นเครื่องมือแบบใช้แล้วทิ้ง ใช้เวลาน้อยในการผ่าตัด แต่ต้องทำโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการรักษา เนื่องจากตำแหน่งที่ต้องตัดอยู่ใกล้กับช่องคลอด วิธีนี้ใช้ได้กับเฉพาะผู้ที่เป็นริดสีดวงภายในเท่านั้น ใช้เวลาพักฟื้น 2-3 วัน และฟื้นตัวได้เร็ว
  • การเย็บหลอดเลือดริดสีดวง เป็นวิธีที่เจ็บน้อย แต่ต้องบล็อกหลังและดมยาสลบ เพื่อเข้ารับการผ่าตัด ต้องมีการเปิดแผล เพื่อเข้าไปเย็บหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงริดสีดวง เพื่อให้ริดสีดวงหดหรือฝ่อลง

3. การรักษาริดสีดวงภายนอก

  • สำหรับริดสีดวงภายนอกนั้น เมื่อเป็นแล้วส่วนใหญ่จะหายได้เอง ไม่อันตรายมาก อาการที่พบบ่อยคือ เมื่อเบ่งก็เจ็บก้น และเกิดอาการอักเสบขึ้นมา แต่คลำไม่พบอะไร เรียกว่าริดสีดวงภายนอกอักเสบ สามารถเป็นได้ในทุกคนที่ชอบเบ่งอุจจาระ หากไม่หายเอง ต้องเข้ารับการผ่าเพื่อเอาลิ่มเลือดออก

วิธีป้องกันโรคริดสีดวงทวารแบบง่าย ๆ

ทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ผัก และผลไม้ต่าง ๆ หรือน้ำลูกพรุน อยู่เสมอ เพื่อให้ระบบขับถ่ายคล่องตัว

ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 - 10 แก้ว เนื่องจากน้ำมีส่วนช่วยให้กากใยอาหารอ่อนตัว ทำยให้อาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น

• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกาย มีส่วนช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น และยังช่วยทำให้ลำไส้แข็งแรงขึ้นได้ด้วย

โรคริดสีดวงทวารหนัก เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ผู้ป่วยส่วนมากมักจะอาย และไม่กล้าไปพบแพทย์ หรืออาจหันไปใช้แพทย์ทางเลือก เช่น การรักษาด้วยการฉีดยาสมุนไพร จนทำให้แผลเน่าและรูทวารตีบ

หากเป็นเช่นนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องทำการขยายรูทวาร และนำผิวหนังที่ยื่นนูนออกมาให้กลับเข้าไปภายใน ซึ่งจะทำให้เกิดความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

ดังนั้น หากเกิดเป็นริดสีดวงทวารขึ้นมาแล้ว ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่ควรอายเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร้ายแรงกว่าที่คิดในภายหลังได้

แชร์ประสบการณ์รักษา ริดสีดวง หายได้…ไม่ต้องผ่าแล้ว ---> https://pantip.com/topic/32788820

"Expert ดีดี" ไอ หวัด ปวดท้อง ภูมิแพ้ อย่าปล่อยให้เรื้อรัง ปรึกษาฟรี คลิกเลย!

ถาม-ตอบ
ปัญหาสุขภาพ