“เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร” ช่วยขับถ่ายคล่อง ห่างไกลโรคร้าย!

“เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร” ช่วยขับถ่ายคล่อง ห่างไกลโรคร้าย!

28 มิ.ย. 24

 

ระบบย่อยอาหาร เป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ตับ และตับอ่อน ล้วนมีผลต่อสุขภาพของเราทั้งนั้น… วันนี้ GedGoodLife จึงขอแนะนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับ “ระบบย่อยอาหาร” และ “เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร” ให้สุขภาพดี ห่างไกลโรคร้ายต่าง ๆ จะมีอะไรบ้างนั้น… มาดูคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลย!

ระบบย่อยอาหาร คืออะไร?

ระบบย่อยอาหาร หรือระบบทางเดินอาหาร (Digestive System) การทำงานของระบบทางเดินอาหารนั้นจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่ปาก และเรื่อยไปจนจบกระบวนการที่ทวารหนัก โดยอวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารจะมีหลายส่วนด้วยกัน ดังนี้

ปาก (Mouth) – การเคี้ยวอาหารจะช่วยแยกอาหารออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการย่อยอาหารในลำดับต่อไป น้ำลาย (Saliva) ที่อยู่ในปากจะทำหน้าที่คลุกเคล้าอาหาร เพื่อให้อาหารง่ายถูกลำเลียงไปยังระบบทางเดินอาหารส่วนอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น

ลำคอ (Throat) – เมื่อกลืนอาหารที่เคี้ยวลงไปแล้ว อาหารจะถูกส่งผ่านไปยังลำคอ หรือส่วนที่เรียกกันว่าคอหอย (Pharynx) และจากคอหอยอาหารจะค่อย ๆ ถูกลำเลียงเข้าสู่หลอดอาหาร

หลอดอาหาร (Esophagus) – เป็นกล้ามเนื้อยาวประมาณ 9 นิ้ว ทำหน้าที่นำเอาอาหารที่ย่อยแล้ว ลงสู่กระเพาะอาหาร โดยการหดตัวแบบลูกคลื่น

กระเพาะอาหาร (Stomach) – เป็นส่วนที่ต่อจากหลอดอาหาร มีลักษณะยืดหดได้ สามารถบรรจุได้ประมาณ 1,500 ซีซี. ในแต่ละวันจะมีน้ำย่อยอาหารถูกขับออกมาจากกระเพาะอาหารเพื่อย่อยอาหาร (Digest) หลังจากนั้น อาหารก็จะผ่านไปยังลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งจะมีน้ำย่อยจากตับอ่อน และน้ำดีช่วยย่อยอาหารต่อไป

ลำไส้เล็ก (Small Intestine) – หลังจากอาหารถูกย่อยที่กระเพาะอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกส่งต่อมายังลำไส้เล็ก ซึ่งมีขนาดยาวประมาณ 6 เมตร (20 ฟุต) โดยกระบวนการย่อยอาหารที่ลำไส้เล็กนี้ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เริ่มตั้งแต่ลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) —> มายังลำไส้เล็กส่วนกลาง (Jejunum) —> และเข้าสู่สำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum)

ลำไส้ใหญ่ (large intestine) – อาหารที่ไม่สามารถย่อยได้อีกต่อไปจากลำไส้เล็ก จะถูกส่งมายังลำไส้ใหญ่ และจะถูกเรียกว่ากากอาหาร… ลำไส้ใหญ่ ยาวประมาณ 1.5 เมตร (5 ฟุต) มีหน้าที่สำคัญ คือ ดูดซึมสารเหลว ส่วนกากที่เหลือนั้น จะกลายเป็นอุจจาระอยู่ในลำไส้ใหญ่ และถ่ายออกมาทางทวารหนัก

ทวารหนัก (Anus) – เมื่อกากอาหารจากลำไส้ใหญ่เดินทางมาถึงทวารหนักแล้ว ตัวรับสัญญาณที่ทวารหนักจะส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อทำการประเมินว่ากล้ามเนื้อหูรูดพร้อมที่จะปล่อยกากอาหารออกจากทวารหนักหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณเดียวกับที่เรารู้สึกปวดท้อง และอยากเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่ายอุจจาระนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีอวัยวะอื่น ๆ ที่ช่วยย่อยอาหารในทางอ้อม ได้แก่ ตับ ตับอ่อน และต่อมน้ำลาย ซึ่งอวัยวะเหล่านี้จะทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เรียกว่า ระบบย่อยอาหาร เช่นกัน

เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร


5 โรคยอดฮิตในระบบทางเดินอาหาร และอาการที่พบบ่อย

โรคในระบบทางเดินอาหารเป็นโรคที่พบมากในคนไทย เป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย และเป็นโรคที่นำพาคนไข้มาหาแพทย์อยู่เป็นประจำ

โดยศูนย์โรคระบบทางเดินอาหาร และตับ จากโรงพยาบาลเปาโล ได้คัดเลือก โรค TOP 5 ของโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ไว้ดังนี้…

อันดับ 1 โรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหาร มักมีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียด หรือจุกแน่น บริเวณใต้ลิ้นปี่ อาเจียนเป็นเลือด มีอาการปวดได้ทั้งก่อนกินอาหาร หรือ หลังกินอาหารใหม่ ๆ และเวลาที่ท้องว่าง หรือหิว อาการปวดจะเป็น ๆ หาย ๆ เป็นได้วันละหลายครั้ง หรือตามมื้ออาหาร มักปวดนาน 15 – 30 นาที และอาการจะบรรเทาลง เมื่อกินอาหาร ดื่มนม หรือกิน ยาลดกรด

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ —>
โรคกระเพาะอาหาร เกิดจากอะไร กินยาอะไรดี?
– 10 วิธี เลี่ยงโรคกระเพาะอาหาร


อันดับ 2 โรคกรดไหลย้อน

ผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ รู้สึกจุกเสียดแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ และรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคออยู่ตลอดเวลา มีน้ำรสเปรี้ยว หรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ในผู้ป่วยที่มีการขย้อนน้ำ และอาหารขึ้นมาขั้นรุนแรง อาจทำให้เกิดการสำลักเข้าไปในปอด จนเกิดอาการปอดอักเสบได้

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ —>
รวม คำถามเรื่องกรดไหลย้อน มีคำตอบที่ GED : Ask Expert
ทำตาม 15 วิธีนี้ กรดไหลย้อนหายชัวร์ !
– โรคกรดไหลย้อน กับ โรคกระเพาะอาหาร แตกต่างกันอย่างไร?


อันดับ 3 ท้องเสีย อุจจาระร่วง

ผู้ป่วยจะถ่ายเป็นน้ำบ่อย ๆ และมีอาการปวดท้องร่วมด้วย หากอาการรุนแรงอาจ มีไข้ ตัวร้อน และอาเจียนได้ มักจะมีอาการประมาณ 1-2 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ —>
ท้องเสีย กินอะไรให้หายดี? สาเหตุ อาการ วิธีรักษาอาการท้องเสีย


อันดับ 4 ภาวะลำไส้แปรปรวน

โรคลำไส้แปรปรวน เป็นโรคเรื้อรังที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต มักเป็น ๆ หาย ๆ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้องมาก ปวดท้อง โดยอาการมักจะดีขึ้นหลังขับถ่าย แล้วก็กลับมาปวดท้องใหม่

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ —>
– อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง ต้องการความใส่ใจมากกว่าที่คิด


อันดับ 5 ไวรัสตับอักเสบบี

โรคนี้ค่อนข้างน่ากลัวมาก เนื่องจากผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อได้จากมารดาสู่ทารกขณะคลอด อาการที่พบ เช่น มีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ตามมาด้วยตัวเหลือง ตาเหลือง

นอกจากโรค top 5 ที่เกิดจากระบบทางเดินอาหารแล้ว ก็ยังมีโรคอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น นิ่ว,โรคตับอักเสบ, โรคของท่อน้ำดี และถุงน้ำดี, มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร, ตับแข็ง, ท้องผูก, โรคลำไส้อักเสบ เป็นต้น


 

8 เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร ให้แข็งแรง

1. รับประทานอาหารที่สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ – เลือกกินเนื้อสัตว์ปีก เช่น เนื้อไก่ หรือจะเป็นเนื้อปลาก็ยิ่งดี เพราะย่อยง่าย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เลี่ยง เนื้อแดง หรือเนื้อสัตว์แปรรูป เพราะทำให้ย่อยได้ลำบาก

2. กินผัก และผลไม้เป็นประจำ – เพราะมีไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง โดยเฉพาะไฟเบอร์ มีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร และช่วยป้องกันอาการท้องผูกด้วย

  • “สับปะรด” มีเอนไซม์ช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร
  • “มะละกอ” ช่วยให้ลำไส้สะอาด และย่อยอาหารได้ดี
  • “ถั่วแดง ถั่วฝักยาว ฝรั่ง มะม่วง” มีกากใยสูง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น

3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด – เพราะไม่เป็นมิตรต่อระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เกิดกรด และแสบท้องได้

4. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด – เป็น เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร ที่หลายคนมองข้ามไป การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ก็เพื่อให้อาหารถูกย่อยได้ง่ายขึ้น ทำให้ระบบทางเดินอาหาร และระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนัก

5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว – เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินอาหารลำเลียงอาหาร และสารอาหารได้ดีขึ้น

6. ไม่เครียดจนเกินไป และพักผ่อนให้เพียงพอ – เพราะความเครียดจะมีผลต่อกระบวนการย่อยอาหาร รวมถึงส่งผลต่ออาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ด้วย

7. ขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน – เพื่อขับถ่ายของเสีย และสารพิษออกจากร่างกาย

8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ – เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายจะกระตุ้นระบบเผาผลาญ และการย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย


แพทย์แนะนำ พรีไบโอติกส์ และโปรไบโอติกส์ ช่วยเสริมให้ระบบย่อยดีขึ้น

นายแพทย์สยาม ศิรินธรปัญญา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้พรีไบโอติกส์ (Prebiotic) และโปรไบโอติกส์ (Probiotic) ว่า สามารถให้ผลทั้งในแง่การป้องกัน และรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยได้หลากหลาย เช่น…

1. ช่วยปรับปรุงการทำงานของลำไส้ซึ่งส่งผลต่อระบบการขับถ่าย

2. ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร

3. ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้

4. ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในลำไส้

5. การรักษาการอักเสบของลำไส้

6. ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคอ้วน

7. ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

8. ช่วยส่งเสริมการดูดซึมแร่ ธาตุแคลเซียม และแมกนีเซียม เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

ทั้งนี้นายแพทย์สยาม ได้กล่าวย้ำว่าพรีไบโอติกส์ และโปรไบโอติกส์แต่ละชนิดให้ผลที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมในแต่ละกรณี สำหรับการเลือกใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นอกจากการเลือกชนิดที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์แล้ว ควรพิจารณาจากผู้ผลิตที่มีคุณภาพ ไว้วางใจได้ และควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ

บทความที่เกี่ยวข้อง

askexpert

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยจดจำข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ท่านใช้เข้าชมเว็บไซต์ ข้อมูลการลงทะเบียนหรือ log in ข้อมูลการตั้งค่าหรือตัวเลือกที่ท่านเคยเลือกไว้บนเว็บไซต์ เช่น ภาษาที่แสดงบนเว็บไซต์ ที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า เพื่อให้ท่านสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องให้ข้อมูลหรือตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่ท่านเข้าใช้เว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจใช้งานเว็บไซต์ได้ไม่สะดวกและไม่เต็มประสิทธิภาพ
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์เเละด้านฟังก์ชั่น

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน เพื่อให้เราสามารถวัดผล ประเมิน ปรับปรุง และพัฒนาเนื้อหาสินค้า/บริการและเว็บไซต์ของเราเพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของท่าน ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ประเมิน และพัฒนาเว็บไซต์ได้
    Cookies Details

  • คุกกี้โฆษณา

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและสร้างโปรไฟล์เกี่ยวกับตัวท่าน เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และนำเสนอเนื้อหา สินค้า/บริการ และ/หรือ โฆษณาที่เหมาะสมกับความสนใจของท่านได้ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจได้รับข้อมูลและโฆษณาทั่วไปที่ไม่ตรงกับความสนใจของท่าน
    Cookies Details

Save