“หวัดแดด” โรคหน้าร้อนที่คุณไม่อยากเป็น!

หวัดแดด

แสงแดดอันแผดเผาของบ้านเราในช่วงนี้ เรียกได้ว่ามีดีแค่เอาไว้ตากผ้ากันเลยทีเดียว เพราะนอกจากรังสียูวีในแดดจะทำร้ายผิวของเราแล้ว อุณหภูมิที่ร้อนจัด ก็ยังทำให้เสียสุขภาพได้อีกด้วย เพราะอุณหภูมิสูง ๆ จากแดดร้อน ๆ ก็สามารถทำให้คุณเป็น หวัดแดด ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทำงานกลางแจ้งต้องระวังอย่างยิ่ง แต่เหล่ามนุษย์เงินเดือนในห้องแอร์ ก็ชะล่าใจไม่ได้เช่นกันนะ!

หวัดแดด เกิดจากอะไร?

ไข้หวัดแดด (Summer Flu) เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ ที่มีปัจจัยทางด้านอากาศ และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงบ่อยเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการหวัดแดด โดยร่างกายจะสะสมความร้อนเอาไว้ภายใน จนทำให้ล้มป่วยลง คนที่ต้องเข้าๆ ออกๆ ระหว่างห้องแอร์ที่เย็นฉ่ำ กับนอกห้องที่ร้อนจัดบ่อยครั้ง ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการ เป็นหวัดแดด ได้ง่าย เพราะร่างกายอาจปรับตัวกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยไม่ทันนั่นเอง

หวัดแดด

อย่าประมาท! ใคร ๆ ก็เป็นโรคนี้ได้นะ

เนื่องจาก หวัดแดด มีสาเหตุหลักมาจากอุณหภูมิความร้อนที่สูง จนร่างกายต้านทานไม่ไหว ไม่ว่าใครก็สามารถป่วยเป็นไข้หวัดแดดได้ทั้งนั้น โดยผู้ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่สามารถป่วยเป็นไข้หวัดแดดได้มากกว่าปกติ คือ
ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง หรือทำงานท่ามกลางอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน
• ผู้ที่ต้องเข้าออกไปมาบ่อย ๆ ระหว่างห้องที่อากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศ กับภายนอกที่อากาศร้อนกว่ามาก
• ผู้ที่นั่งในห้องอากาศเย็น จากเครื่องปรับอากาศนาน ๆ แล้วออกมาเจออากาศร้อนข้างนอก
ผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีความแออัดต่อเนื่อง เป็นเวลานาน
เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ไม่คุ้นเคยกับอากาศร้อนจัด
• ผู้ที่กำลังป่วย หรือมีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงเพียงพอ

อาการไข้หวัดแดด

ปกติแล้ว อุณหภูมิในร่างกายของคนเราจะอยู่ที่ 36-37 องศาเซลเซียส แต่หากเจออากาศร้อนมาก ๆ อุณหภูมิร่างกายอาจสูงขึ้นได้ โดยอุณหภูมิร่างกายจะไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเพลียแดด รู้สึกเหมือนเป็นไข้รุม ๆ ร่วมกับอาการเฉพาะของ หวัดแดด ดังต่อไปนี้

• ตัวร้อน มีไข้รุม ๆ แต่ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียส
• ปวดศีรษะ มึนศีรษะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
• ตาแดง อาจมีอาการปวดแสบที่กระบอกตา ซึ่งกรณีนี้ต้องระวังมาก เพราะเป็นอาการแสดงว่าร่างกายสะสมความร้อนไว้มาก จนร่างกายเริ่มรับไม่ไหวแล้ว ควรรีบไปพบแพทย์
• ริมฝีปากแห้ง แข็ง แต่ไม่แตกลอก ปากแห้ง คอแห้ง แสบคอ แต่ไม่ถึงกับเจ็บคอ
• ครั่นเนื้อครั่นตัว เป็นตะคริว
• ปากจืด ปากขม เบื่ออาหาร กินอะไรก็ไม่อร่อย คลื่นไส้ อาเจียน
• นอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับๆ ตื่นๆ
• ปั่นป่วนท้อง ท้องเสีย ขับถ่ายไม่ปกติ เช่น ถ่ายไม่เป็นเวลา ถ่ายยาก ปัสสาวะกะปริบกะปรอย เวลาปัสสาวะจะรู้สึกมีความร้อนสูงออกมาด้วย

หวัดแดด กับ หวัดธรรมดา ต่างกันตรงไหน?

หากอยากรู้ว่า ตนเองป่วย เป็นหวัดธรรมดา หรือว่าเป็นไข้หวัดแดด กันแน่ ก็สามารถสังเกตอาการเด่นๆ เพื่อแยกโรคได้ โดย...
ไข้หวัดธรรมดา - มีไข้ ปวดศีรษะ เป็นหวัด เป็นหวัดปวดหัว คัดจมูกมาก อ่อนเพลีย และ มีอาการเจ็บคอ น้ำมูกไหล มีเสมหะร่วมด้วย
ไข้หวัดแดด – จะเกิดจากร่างกายสะสมความร้อนเอาไว้มาก จนระบายออกไม่ทัน ผู้ป่วยจะมีไข้ ตัวร้อน ปวดศีรษะมาก ตาแดง แต่ไม่ค่อย คัดจมูก มีน้ำมูก หรืออาจมีน้ำมูกใสเล็กน้อย และไม่มีอาการเจ็บคอ แต่จะรู้สึกขมปาก คอแห้ง แสบคอแทน

การรักษา และป้องกัน

เนื่องจากเชื้อที่ทำให้ป่วยเป็นไข้หวัดแดด คือเชื้อตัวเดียวกับไข้หวัดใหญ่ แนวทางการรักษาจึงคล้ายกับวิธีรักษาไข้หวัด
• ลดอุณหภูมิร่างกาย อยู่ในที่ร่ม ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ใช้ผ้าเช็ดตัวเพื่อลดความร้อนในร่างกาย
• หลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด และความร้อนโดยตรงเป็นเวลานาน ควรพกร่มหรือใส่เสื้อคลุมกันแดด หากต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ
• ช่วงที่อากาศร้อน ควรสวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย เนื้อผ้าไม่หนาเกินไป สีอ่อน และระบายอากาศได้ดี
• อย่าหลบร้อนด้วยการพึ่งแอร์เย็น ๆ ทันทีทันใด เพราะร่างกายอาจปรับอุณหภูมิไม่ทัน จนเป็น หวัดแดด ได้
• ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว และทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยป้องกันหวัด
• หากไข้ไม่ลด ให้กินยาลดไข้ ยาแก้หวัด ยาแก้หวัดลดน้ำมูก
• พักผ่อน ให้เพียงพอ
• รักษาสุขภาพอนามัยให้ดี ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ และก่อนรับประทานอาหาร เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคและไวรัสหวัดในเบื้องต้น
• ออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3 ครั้งอย่างน้อย และต่อเนื่องกัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม อาการหวัดแดด ต้องใช้เวลาในการรักษา และฟื้นฟูร่างกายสักระยะหนึ่ง ก่อนที่อาการจะดีขึ้น จนหายเป็นปกติในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งก็เป็นเพราะว่า เชื้อโรคสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น ในสภาพอากาศร้อนชื้นอย่างฤดูร้อน ทำให้ร่างกายต้องใช้เวลานานกว่าปกติ ในการปราบเชื้อหวัดเหล่านี้

"Expert ดีดี" ไอ หวัด ปวดท้อง อย่าปล่อยให้เรื้อรัง ปรึกษาฟรี คลิกเลย!

กดติดตาม GedGoodLife เพื่อสุขภาพดีดีทาง Facebook ได้ --> ที่นี่

ถาม-ตอบ
ปัญหาสุขภาพ