“เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร” ช่วยขับถ่ายคล่อง ห่างไกลโรคร้าย!

ระบบย่อยอาหาร เป็นส่วนสำคัญของร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ตับ และตับอ่อน ล้วนมีผลต่อสุขภาพของเราทั้งนั้น… วันนี้ GedGoodLife จึงขอแนะนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับ “ระบบย่อยอาหาร” และ “เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร” ให้สุขภาพดี ห่างไกลโรคร้ายต่าง ๆ จะมีอะไรบ้างนั้น… มาดูคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลย!
ระบบย่อยอาหาร คืออะไร?
ระบบย่อยอาหาร หรือระบบทางเดินอาหาร (Digestive System) การทำงานของระบบทางเดินอาหารนั้นจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่ปาก และเรื่อยไปจนจบกระบวนการที่ทวารหนัก โดยอวัยวะที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารจะมีหลายส่วนด้วยกัน ดังนี้
ปาก (Mouth) – การเคี้ยวอาหารจะช่วยแยกอาหารออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการย่อยอาหารในลำดับต่อไป น้ำลาย (Saliva) ที่อยู่ในปากจะทำหน้าที่คลุกเคล้าอาหาร เพื่อให้อาหารง่ายถูกลำเลียงไปยังระบบทางเดินอาหารส่วนอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น
ลำคอ (Throat) – เมื่อกลืนอาหารที่เคี้ยวลงไปแล้ว อาหารจะถูกส่งผ่านไปยังลำคอ หรือส่วนที่เรียกกันว่าคอหอย (Pharynx) และจากคอหอยอาหารจะค่อย ๆ ถูกลำเลียงเข้าสู่หลอดอาหาร
หลอดอาหาร (Esophagus) – เป็นกล้ามเนื้อยาวประมาณ 9 นิ้ว ทำหน้าที่นำเอาอาหารที่ย่อยแล้ว ลงสู่กระเพาะอาหาร โดยการหดตัวแบบลูกคลื่น
กระเพาะอาหาร (Stomach) – เป็นส่วนที่ต่อจากหลอดอาหาร มีลักษณะยืดหดได้ สามารถบรรจุได้ประมาณ 1,500 ซีซี. ในแต่ละวันจะมีน้ำย่อยอาหารถูกขับออกมาจากกระเพาะอาหารเพื่อย่อยอาหาร (Digest) หลังจากนั้น อาหารก็จะผ่านไปยังลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งจะมีน้ำย่อยจากตับอ่อน และน้ำดีช่วยย่อยอาหารต่อไป
ลำไส้เล็ก (Small Intestine) – หลังจากอาหารถูกย่อยที่กระเพาะอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกส่งต่อมายังลำไส้เล็ก ซึ่งมีขนาดยาวประมาณ 6 เมตร (20 ฟุต) โดยกระบวนการย่อยอาหารที่ลำไส้เล็กนี้ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เริ่มตั้งแต่ลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenum) —> มายังลำไส้เล็กส่วนกลาง (Jejunum) —> และเข้าสู่สำไส้เล็กส่วนปลาย (Ileum)
ลำไส้ใหญ่ (large intestine) – อาหารที่ไม่สามารถย่อยได้อีกต่อไปจากลำไส้เล็ก จะถูกส่งมายังลำไส้ใหญ่ และจะถูกเรียกว่ากากอาหาร… ลำไส้ใหญ่ ยาวประมาณ 1.5 เมตร (5 ฟุต) มีหน้าที่สำคัญ คือ ดูดซึมสารเหลว ส่วนกากที่เหลือนั้น จะกลายเป็นอุจจาระอยู่ในลำไส้ใหญ่ และถ่ายออกมาทางทวารหนัก
ทวารหนัก (Anus) – เมื่อกากอาหารจากลำไส้ใหญ่เดินทางมาถึงทวารหนักแล้ว ตัวรับสัญญาณที่ทวารหนักจะส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อทำการประเมินว่ากล้ามเนื้อหูรูดพร้อมที่จะปล่อยกากอาหารออกจากทวารหนักหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณเดียวกับที่เรารู้สึกปวดท้อง และอยากเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่ายอุจจาระนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีอวัยวะอื่น ๆ ที่ช่วยย่อยอาหารในทางอ้อม ได้แก่ ตับ ตับอ่อน และต่อมน้ำลาย ซึ่งอวัยวะเหล่านี้จะทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เรียกว่า ระบบย่อยอาหาร เช่นกัน
5 โรคยอดฮิตในระบบทางเดินอาหาร และอาการที่พบบ่อย
โรคในระบบทางเดินอาหารเป็นโรคที่พบมากในคนไทย เป็นได้ทุกเพศ ทุกวัย และเป็นโรคที่นำพาคนไข้มาหาแพทย์อยู่เป็นประจำ
โดยศูนย์โรคระบบทางเดินอาหาร และตับ จากโรงพยาบาลเปาโล ได้คัดเลือก โรค TOP 5 ของโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ไว้ดังนี้…
อันดับ 1 โรคกระเพาะอาหาร
โรคกระเพาะอาหาร มักมีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียด หรือจุกแน่น บริเวณใต้ลิ้นปี่ อาเจียนเป็นเลือด มีอาการปวดได้ทั้งก่อนกินอาหาร หรือ หลังกินอาหารใหม่ ๆ และเวลาที่ท้องว่าง หรือหิว อาการปวดจะเป็น ๆ หาย ๆ เป็นได้วันละหลายครั้ง หรือตามมื้ออาหาร มักปวดนาน 15 – 30 นาที และอาการจะบรรเทาลง เมื่อกินอาหาร ดื่มนม หรือกิน ยาลดกรด
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ —>
– โรคกระเพาะอาหาร เกิดจากอะไร กินยาอะไรดี?
– 10 วิธี เลี่ยงโรคกระเพาะอาหาร
อันดับ 2 โรคกรดไหลย้อน
ผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และคลื่นไส้ รู้สึกจุกเสียดแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ และรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคออยู่ตลอดเวลา มีน้ำรสเปรี้ยว หรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ในผู้ป่วยที่มีการขย้อนน้ำ และอาหารขึ้นมาขั้นรุนแรง อาจทำให้เกิดการสำลักเข้าไปในปอด จนเกิดอาการปอดอักเสบได้
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ —>
– รวม คำถามเรื่องกรดไหลย้อน มีคำตอบที่ GED : Ask Expert
– ทำตาม 15 วิธีนี้ กรดไหลย้อนหายชัวร์ !
– โรคกรดไหลย้อน กับ โรคกระเพาะอาหาร แตกต่างกันอย่างไร?
อันดับ 3 ท้องเสีย อุจจาระร่วง
ผู้ป่วยจะถ่ายเป็นน้ำบ่อย ๆ และมีอาการปวดท้องร่วมด้วย หากอาการรุนแรงอาจ มีไข้ ตัวร้อน และอาเจียนได้ มักจะมีอาการประมาณ 1-2 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ —>
– ท้องเสีย กินอะไรให้หายดี? สาเหตุ อาการ วิธีรักษาอาการท้องเสีย
อันดับ 4 ภาวะลำไส้แปรปรวน
โรคลำไส้แปรปรวน เป็นโรคเรื้อรังที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต มักเป็น ๆ หาย ๆ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้องมาก ปวดท้อง โดยอาการมักจะดีขึ้นหลังขับถ่าย แล้วก็กลับมาปวดท้องใหม่
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ —>
– อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง ต้องการความใส่ใจมากกว่าที่คิด
อันดับ 5 ไวรัสตับอักเสบบี
โรคนี้ค่อนข้างน่ากลัวมาก เนื่องจากผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจไวรัสตับอักเสบบี ติดต่อได้จากมารดาสู่ทารกขณะคลอด อาการที่พบ เช่น มีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ตามมาด้วยตัวเหลือง ตาเหลือง
นอกจากโรค top 5 ที่เกิดจากระบบทางเดินอาหารแล้ว ก็ยังมีโรคอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น นิ่ว,โรคตับอักเสบ, โรคของท่อน้ำดี และถุงน้ำดี, มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร, ตับแข็ง, ท้องผูก, โรคลำไส้อักเสบ เป็นต้น
- คลื่นไส้ ท้องอืด แน่นท้อง หน้าเหลือง อาจเสี่ยงเป็น “นิ่วในถุงน้ำดี”
- “ลำไส้อักเสบ” หายยากไหม สามารถกินอะไรได้บ้าง?
8 เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร ให้แข็งแรง
1. รับประทานอาหารที่สะอาด และมีคุณค่าทางโภชนาการ – เลือกกินเนื้อสัตว์ปีก เช่น เนื้อไก่ หรือจะเป็นเนื้อปลาก็ยิ่งดี เพราะย่อยง่าย มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เลี่ยง เนื้อแดง หรือเนื้อสัตว์แปรรูป เพราะทำให้ย่อยได้ลำบาก
2. กินผัก และผลไม้เป็นประจำ – เพราะมีไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง โดยเฉพาะไฟเบอร์ มีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร และช่วยป้องกันอาการท้องผูกด้วย
- “สับปะรด” มีเอนไซม์ช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร
- “มะละกอ” ช่วยให้ลำไส้สะอาด และย่อยอาหารได้ดี
- “ถั่วแดง ถั่วฝักยาว ฝรั่ง มะม่วง” มีกากใยสูง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น
3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด – เพราะไม่เป็นมิตรต่อระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เกิดกรด และแสบท้องได้
4. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด – เป็น เคล็ดลับดูแลระบบย่อยอาหาร ที่หลายคนมองข้ามไป การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ก็เพื่อให้อาหารถูกย่อยได้ง่ายขึ้น ทำให้ระบบทางเดินอาหาร และระบบย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนัก
5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว – เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินอาหารลำเลียงอาหาร และสารอาหารได้ดีขึ้น
6. ไม่เครียดจนเกินไป และพักผ่อนให้เพียงพอ – เพราะความเครียดจะมีผลต่อกระบวนการย่อยอาหาร รวมถึงส่งผลต่ออาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ด้วย
7. ขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน – เพื่อขับถ่ายของเสีย และสารพิษออกจากร่างกาย
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ – เพราะการเคลื่อนไหวร่างกายจะกระตุ้นระบบเผาผลาญ และการย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยลดอาการท้องผูกได้อีกด้วย
แพทย์แนะนำ พรีไบโอติกส์ และโปรไบโอติกส์ ช่วยเสริมให้ระบบย่อยดีขึ้น
นายแพทย์สยาม ศิรินธรปัญญา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้พรีไบโอติกส์ (Prebiotic) และโปรไบโอติกส์ (Probiotic) ว่า สามารถให้ผลทั้งในแง่การป้องกัน และรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยได้หลากหลาย เช่น…
1. ช่วยปรับปรุงการทำงานของลำไส้ซึ่งส่งผลต่อระบบการขับถ่าย
2. ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร
3. ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้
4. ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในลำไส้
5. การรักษาการอักเสบของลำไส้
6. ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคอ้วน
7. ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง
8. ช่วยส่งเสริมการดูดซึมแร่ ธาตุแคลเซียม และแมกนีเซียม เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
ทั้งนี้นายแพทย์สยาม ได้กล่าวย้ำว่าพรีไบโอติกส์ และโปรไบโอติกส์แต่ละชนิดให้ผลที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมในแต่ละกรณี สำหรับการเลือกใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นอกจากการเลือกชนิดที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์แล้ว ควรพิจารณาจากผู้ผลิตที่มีคุณภาพ ไว้วางใจได้ และควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ


