gedgoodlife

7 วิธี รับมือ “แห้ง แตก ลอก” ปัญหาผิวสุดฮิตในหน้าหนาว

  อากาศหนาวแม้จะดีต่อใจ แต่ไม่ดีต่อผิวของคุณเลย เมื่อลมหนาวมาเยือน ความชื้นในอากาศก็จะลดลงไปด้วย ทำให้ผิวของคุณ แห้ง แตก ลอก และหากไม่มีการดูแลที่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบได้ ปัญหาผิว หน้าหนาวเหล่านี้ แม้ว่าการทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่าง ๆ จะช่วยได้ แต่หากคุณต้องการให้ผิวของคุณดูเนียนนุ่มเปล่งปลั่งด้วยแล้วละก็ ยังมีสิ่งที่ต้องทำมากกว่านั้นอีก 7 วิธี รับมือ “แห้ง แตก ลอก” ปัญหาผิวสุดฮิตในหน้าหนาว 1. อย่าอาบน้ำร้อน การอาบน้ำร้อน ในวันที่อากาศหนาวนั้นให้ความรู้สึกที่ดีมาก แต่มันก็เป็นการชำระล้างน้ำมันเคลือบผิวตามธรรมชาติของคุณออกไปด้วย ใช้น้ำอุ่นนิด ๆ ก็พอแล้ว 2. ทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทันทีหลังอาบน้ำ หลังอาบน้ำเสร็จควรทาเบบี้ออยล์ก่อน แล้วลูบให้ทั่วตัวยกเว้นหน้า จากนั้นเช็ดตัวให้แห้ง แล้วชโลมครีมทาผิวให้ทั่วทั้งตัว วิธีนี้จะทำให้รู้สึกสดชื่นที่ผิวมาก และยังสร้างความชุ่มชื้นได้ดีมากเช่นกัน 3. เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะกับผิวของคุณ ราคาไม่ใช่เรื่องสำคัญ และแบรนด์ชื่อดังก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ดีที่สุดสำหรับผิวคุณเสมอไป เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ผิวของคุณตอบสนองได้ดีที่สุดจะดีกว่า โดย 4. เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวมากขึ้นไปอีก ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่คุณใช้ได้ดีในฤดูอื่น อาจไม่ชุ่มชื้นเพียงพอในฤดูหนาว เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมวัตถุดิบจากธรรมชาติ และให้เลือกแบบผสมน้ำมันแทนแบบผสมน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวยิ่งขึ้นไปอีก แต่ต้องเลือกอย่างระมัดระวังด้วยนะ โดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า 7 วิธี รับมือ “แห้ง แตก ลอก” ปัญหาผิวสุดฮิตในหน้าหนาว

เมื่อมีอาการ “ภูมิแพ้กำเริบหน้าฝน” ควรดูแลตัวเองยังไงดี?

  อาการภูมิแพ้กำเริบในหน้าฝน จามบ่อยเมื่อฝนตก คัดแน่นจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก คันตา น้ำตาไหล มีผื่นคันตามผิวหนัง อาจมีโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคไซนัส นอนกรน เป็นต้น วิธีดูแล – รักษาอาการภูมิแพ้ หลีกเลี่ยงการตากฝน และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ ทำร่างกายให้อบอุ่นเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ ไม่เปิดแอร์เย็นจนเกินไป กินยาแก้แพ้ ที่มีตัวยาลอราทาดีน ไม่ทำให้ง่วงนอน (หรือง่วงน้อยในผู้ป่วยบางราย) อ่านเพิ่มเติมเรื่องภูมิแพ้ในหน้าฝน คลิก! ระวัง! เชื้อราหน้าฝน ทำป่วยภูมิแพ้และโรคผิวหนังได้ พร้อมแนะ! เคล็ดลับกำจัดเชื้อราในบ้าน เผย! 10 เคล็ดลับห่างไกลภูมิแพ้ในหน้าฝน 4 อาการแพ้ที่มักมากับสายฝน พร้อมวิธีการดูแลแบบผู้เชี่ยวชาญ ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรี! ตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่ ติดตาม GedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ เมื่อมีอาการ “ภูมิแพ้กำเริบหน้าฝน” ควรดูแลตัวเองยังไงดี?

“โรคไอกรน” โรคที่พ่อแม่ต้องรู้ อันตรายถึงชีวิตลูกน้อย!

  โรคไอกรน (Pertussis , whooping cough) ชื่อโรคที่ฟังดูเหมือนอาการนอนหลับธรรมดานี้ แท้จริงแล้วเป็นโรคที่มีความเสี่ยงและอันตรายเป็นที่สุด โดยเฉพาะในเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 7 ปี ซึ่งหากรักษาไม่ทันหรือเกิดโรคแทรกซ้อน อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ทีเดียว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม วันนี้เราจึงได้นำลักษณะอาการและการป้องกันโรคไอกรน เบื้องต้นมาฝากกัน ไอกรน คือโรคอะไร? ไอกรน คือ โรคที่ผู้ป่วยมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เกิดขึ้นจากเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เยื้อบุทางเดินหายใจอักเสบ และเกิดอาการไอ สามารถติดต่อได้ทาง การหายใจ น้ำมูก และน้ำลาย ลักษณะของโรคนั้นแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ • ระยะน้ำมูกไหล อาการแรกเริ่มคล้ายกับโรคหวัด คือ มีน้ำมูกไหล จาม เบื่ออาหาร อาจมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมด้วย ระยะนี้จะกินเวลา 10-14 วัน • ระยะไอติดต่อกันเป็นพัก ๆ เป็นระยะที่ต่อเนื่องจากน้ำมูกไหล คือ มีการไอถี่ ๆ ประมาณ 5-15 ครั้ง ต่อเนื่องกันเป็นชุด จนผู้ป่วยหายใจเข้าไม่ทัน จึงตามมาด้วยการหายใจเข้าอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดัง “วี๊ด” ซึ่งหากเกิดในเด็กเล็กอาจหายใจไม่ทันจนเกิดอาการหน้าเขียวได้ ในระยะนี้กินเวลาประมาณ 10-14 “โรคไอกรน” โรคที่พ่อแม่ต้องรู้ อันตรายถึงชีวิตลูกน้อย!

เช็กอาการ! ผู้ป่วยโควิด 3 สี เขียว เหลือง แดง แตกต่างกันยังไงบ้าง?

  ผู้ป่วยสีเขียว อุณหภูมิ 37.5 องศาขึ้นไป เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น-ไม่รู้รส ไอ มีน้ำมูก มีผื่น ถ่ายเหลว ตาแดง ผู้ป่วยสีเหลือง แน่นหน้าอก เวียนหัว อ่อนเพลีย หายใจลำบาก ไอแล้วเหนื่อย ปอดอักเสบ ถ่ายเหลว 3 ครั้ง/วัน หรือมากกว่า อาการแทรกซ้อนจากโรคประจำตัว ผู้ป่วยสีแดง หอบเหนื่อยหนัก แน่นหน้าอก หายใจเจ็บ อ่อนเพลีย ตอบสนองช้า ไม่รู้สึกตัว อ้างอิง : กรมควบคุมโรค #อินโฟกราฟิก #อินโฟกราฟิกเพื่อสุขภาพ #อินโฟกราฟิกโควิด #อินโฟโควิด #อินโฟสุขภาพ #อินโฟกราฟิกไข้หวัด #อินโฟ #infographic #healthinfographic ปรึกษาปัญหาสุขภาพ ไข้หวัด อาการไอ ปวดท้อง ภูมิแพ้  ได้ฟรี! ตลอด 24 ชั่วโมง ถามเลย ที่นี่ ติดตามGedGoodLife ช่องทางอื่น เช็กอาการ! ผู้ป่วยโควิด 3 สี เขียว เหลือง แดง แตกต่างกันยังไงบ้าง?

555 หัวเราะลั่นๆ…ช่วยล้างโรค

  จากคำกล่าวที่ว่า “หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส” คงไม่ใช่แค่คำโม้ซะแล้ว เพราะ การหัวเราะนั้นมีประโยชน์ต่อทั้งสุขภาพกายและใจ ถ้าไม่อยากป่วยละก็ ต้องหันมา หัวเราะ ให้บ่อยขึ้นแล้วล่ะ หัวเราะ ยาอายุวัฒนะที่ถูกที่สุดในโลก นอกจากเสียงหัวเราะจะทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นแล้ว การหัวเรายังช่วยรักษาโรคบางอย่างได้ด้วย ถือเป็นวิธีดูแลทั้งร่างกาย และจิตใจที่ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่คุณหัวเราะร่างกายทุกส่วนก็จะทำงานดีขึ้น อย่างที่ยาตัวไหนในโลกก็ให้คุณไม่ได้ • สมอง ฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างเอ็นดอร์ฟิน ที่ร่างกายปล่อยออกมาเมื่อคุณหัวเราะเป็น ‘เพชฌฆาตความเจ็บปวด’ ซึ่งส่งผลให้คุณอารมณ์ดี และสมองก็จะถูกกระตุ้นให้มองโลกในแง่ดี คิดอะไรในเชิงบวกและสร้างสรรค์ จึงทำให้ความเครียด ไมเกรน หรือโรคซึมเศร้าหายไป แถมความทรงจำยังดีขึ้นด้วย • การหายใจ และระบบไหลเวียนโลหิต ระหว่างที่หัวเราะ ร่างกายจะมีการหายใจเข้า กลั้นหายใจ และหายใจออก จึงทำให้เราห่างไกลจากโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ นอกจากนี้ เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น อาการปวดหัว เวียนหัว เหนื่อยง่าย และใจสั่นก็จะกลายเป็นเรื่องไกลตัว • ระบบย่อยและขับถ่าย เวลาหัวเราะ อวัยวะในช่องท้องอย่างลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก ตับ ไต ไส้ กระเพาะ จะมีการเคลื่อนไหว จึงทำให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคอ้วน บูลิเมีย ท้องผูก เบื่ออาหาร แถมยังเป็นการกระชับหน้าท้องไปในตัวด้วย • ผิวพรรณ เมื่อเราหัวเราะ 555 หัวเราะลั่นๆ…ช่วยล้างโรค

ฤดูหนาวเข้ามาเยือน แพทย์เตือนต้องระวังโรค… ไข้หวัดใหญ่

  ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) อาการเจ็บป่วยที่สามารถพบได้ในคนทุกเพศทุกวัย และเป็นโรคที่พบได้บ่อยในช่วงอากาศหนาว เพราะเป็นช่วงที่ไวรัสเติบโตได้ดีที่สุด อาการโดยทั่วไปอาจจะคล้าย ๆ กับไข้หวัดธรรมดา แต่ขอบอกเลยว่าไข้หวัดใหญ่นั้นร้ายกว่ามาก สังเกตได้จากอาการที่มักเกิดขึ้นทันทีทันใด ต่างจากไข้หวัดธรรมดามักจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป อาการสำคัญของไข้หวัดใหญ่ผู้ป่วยมักมีไข้สูงติดกันหลายวันโดยเฉพาะในเด็กจะมีไข้สูงลอยเกินกว่า 39-40 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 3-4 วัน เรียกว่าพอถึงช่วงที่ไข้หวัดใหญ่ระบาด ทีมแพทย์กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ต้องเตรียมพร้อมรับมือ และให้คำแนะนำกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นมาเรียนรู้ถึงอาการป่วย การดูแลตัวเอง เพื่อให้ปลอดภัยจาก โรคไข้หวัดใหญ่ กันดีกว่า สาเหตุของ โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจ มีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา อีกทั้งยังมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาด้วย การติดต่อของไข้หวัดใหญ่ เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายโดยทางเดินหายใจ วิธีการติดต่อได้แก่ ติดต่อโดยการไอหรือจาม เชื้อจะเข้าทางเยื่อบุตา และปาก สัมผัสเสมหะของผู้ป่วยทางแก้วน้ำ ผ้า จูบ สัมผัสทางมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วัน ก่อนเกิดอาการ ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน การวินิจฉัยและการรักษา การป้องกันไข้หวัด ฤดูหนาวเข้ามาเยือน แพทย์เตือนต้องระวังโรค… ไข้หวัดใหญ่

วิธีดูแลตนเองเบื้องต้น เมื่อติดโควิด-19 โดยกรมอนามัย

  ไข้ขึ้นสูง (มากกว่า 37.5 °C) – พักผ่อนให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน – ดื่มน้ำมาก ๆ แนะนำว่าควรดื่มน้ำเรื่อย ๆ เมื่อสังเกต สีของปัสสาวะ จะเป็นสีเหลืองอ่อน – กินยาพาราเซตามอล ทุก 4-6 ชั่วโมง ครั้งละ 1 เม็ด – เช็ดตัวบริเวณคอ หรือข้อพับต่าง ๆ เพื่อลดความร้อน อาการไอ – หลีกเลี่ยงการนอนราบ ให้นอนตะแคง หรือนอนหมอนสูง – กินยาแก้ไอ หรือยาอมบรรเทาอาการไอ – จิบน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่น (ห้ามให้กับเด็ก อายุต่ำกว่า 12 เดือนเด็ดขาด) ท้องเสีย อาเจียน – งดอาหารประเภทนม โยเกิร์ต ผลไม้สด และอาหาร ย่อยยาก – ชงเกลือแร่ ORS วิธีดูแลตนเองเบื้องต้น เมื่อติดโควิด-19 โดยกรมอนามัย

“มะเร็งเต้านม” เรื่องสำคัญสุดๆ! ที่ผู้หญิงทุกคนควรใส่ใจ

  มะเร็งเต้านม (Breast cancer) หนึ่งในโรคร้ายที่พบมากในผู้หญิง โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงมาก คือ ผู้หญิงช่วงอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป แต่ถึงแม้ว่าอายุจะยังไม่อยู่ในช่วงวัยที่มีความเสี่ยง ผู้หญิงทุกคนก็ไม่ควรมองข้ามเรื่องของมะเร็งร้ายนี้ไป และวันนี้เราจึงได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม ที่ผู้หญิงควรเอาใจใส่มาฝากกัน มะเร็งเต้านมคืออะไร? เป็นโรคมะเร็งที่พัฒนาจากเนื้อเยื่อเต้านม อาจมีอาการแสดง ได้แก่ มีก้อนในเต้านม มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงของเต้านม ผิวหนังมีรอยบุ๋ม มีสารน้ำไหลจากหัวนม หรือมีปื้นผิวหนังมีเกล็ดแดง ในผู้ที่มีการแพร่ของโรคไปไกล อาจมีปวดกระดูก ปุ่มน้ำเหลืองโต หายใจลำบาก มะเร็งเต้านมทั่วโลกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิง โดยคิดเป็น 25% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด ในปี 2555 โรคนี้มีผู้ป่วย 1.68 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 522,000 คน พบมากกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว และพบในหญิงมากกว่าชาย 100 เท่า ใครบ้างเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม? ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ และผู้ชายเองก็สามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ด้วยเช่นกัน โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าปกติ ได้แก่ ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปี คนในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ หรือเคยมีประวัติได้รับการผ่าตัดเต้านม และมีชิ้นเนื้อผิดปกติ ผู้ที่มีเต้านมใหญ่ “มะเร็งเต้านม” เรื่องสำคัญสุดๆ! ที่ผู้หญิงทุกคนควรใส่ใจ

4 ท่านอน เมื่อป่วยโควิด-19 แนะนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการหายใจลำบาก ออกซิเจนตก เหนื่อย-หอบ ง่าย จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนท่านอนใหม่ ด้วย “4 ท่านอน เมื่อป่วยโควิด-19” เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และงดนอนหงายไปก่อนในขณะที่ยังหายใจลำบากอยู่ แต่สำหรับผู้ป่วยโควิด ที่สามารถหายใจได้ปกติ ไม่เหนื่อย ไม่หอบ ออกซิเจนยังปกติ (มากกว่า 95 ขึ้นไป) ก็สามารถนอนหงาย หรือนอนท่าปกติที่เคยนอนอยู่ประจำได้เลย พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความรู้เรื่อง การนอนเมื่อป่วยโควิด-19 ไว้ดังนี้ … การนอนคว่ำทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ดีขึ้น เนื่องจากเนื้อปอดมีการขยายตัวขึ้น และหัวใจตกไปอยู่ด้านล่างของร่างกาย ซึ่งจะทำให้ถุงลมขยายตัวได้เต็มที่ในกรณีที่มีปัญหาเรื่องออกซิเจนต่ำ และเกิดอาการปอดอักเสบทั้งสองข้าง อย่างไรก็ตามหากเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่มีอาการปอดอักเสบเล็กน้อย และออกซิเจนไม่ต่ำ ยังสามารถนอนท่าที่ถนัดได้ตามปกติ หากเป็นผู้ติดเชื้อด้วยโรคโควิด-19 จะเกิดการอักเสบของปอดทั้งสองข้างเท่า ๆ กัน เพราะฉะนั้นการนอนคว่ำจะเป็นกระบวนการที่ดีที่สุด แต่หากบางคนเกิดอาการปอดอักเสบข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งพบได้น้อย แพทย์จะแนะนำให้นอนตะแคงในข้างที่ไม่ได้เกิดการอักเสบของปอด การนอนคว่ำจะเกิดประโยชน์ในกรณีที่ออกซิเจนต่ำ โดยคนปกติจะมีออกซิเจนจะอยู่ที่ 98-100 ถ้าออกซิเจนต่ำกว่านั้น การนอนคว่ำจะช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ดีขึ้น และช่วยลดภาวะอาการเหนื่อยหอบได้ ผู้ป่วยโควิด-19 ควรดูแลร่างกายให้แข็งแรง ทานอาหารที่เหมาะสม 4 ท่านอน เมื่อป่วยโควิด-19 แนะนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ยาต้องห้ามขณะตั้งครรภ์ ข้อควรรู้ที่คุณแม่ท้องห้ามพลาด!

  การกินยา แต่เดิมก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างระมัดระวังอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ก็ต้องยิ่งระวังเพิ่มมากขึ้นไปอีก คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จึงห้ามซื้อยามากินเองโดยเด็ดขาด! แม้ว่าจะเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ดูไม่มีพิษมีภัยอะไรก็ตาม เพราะมียาจำนวนมากที่อาจทำอันตรายต่อลูกน้อยของคุณในขณะตั้งครรภ์ได้ ฉนั้นมาดูกันดีกว่าว่า มียาอะไรบ้างที่เป็น ยาต้องห้ามขณะตั้งครรภ์ ประเทศไทยจัดกลุ่มยาตามความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ (Pregnancy Category) ตามการแบ่งขององค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) ซึ่งแบ่งเป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. Category A: จากการศึกษาการใช้ยาในหญิงมีครรภ์ไตรมาสแรก พบว่ายาไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติ ของทารกในครรภ์ (และไม่มีหลักฐานแสดงว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ เมื่อมีการใช้ยาในหญิงมีครรภ์ไตรมาสที่ 2 และ 3) 2. Category B: จากการศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่ายาไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีการศึกษาการใช้ยาในหญิงมีครรภ์ หรือจากการศึกษาในสัตว์ทดลอง พบว่ายามีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์แต่ไม่พบผลดังกล่าวจากการศึกษาการใช้ยาในหญิงมีครรภ์ไตรมาสแรก (และไม่มีหลักฐานแสดงว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ เมื่อมีการใช้ยาในหญิงมีครรภ์ไตรมาสที่ 2 และ 3) 3. Category C: การศึกษาการใช้ยาในสัตว์ทดลอง พบว่ายามีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์ แต่ไม่มีการศึกษาการใช้ยาในหญิงมีครรภ์หรือไม่มีรายงานการศึกษาการใช้ยาในหญิงมีครรภ์และสัตว์ทดลอง การใช้ยากลุ่มนี้ให้คำนึงถึงประโยชน์ และความเสี่ยงของยาต่อทารกในครรภ์ 4. Category D: การศึกษาการใช้ยาในหญิงมีครรภ์ พบว่ามีหลักฐานที่แสดงว่ายามีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ ยาต้องห้ามขณะตั้งครรภ์ ข้อควรรู้ที่คุณแม่ท้องห้ามพลาด!

11 อ. สูงวัยอย่างสตรอง! สร้างเสริมสุขภาพกายใจดีดีในวัยสูงอายุ

  การเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของอายุที่เพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้สูงวัยเป็นอย่างมาก เพราะ ร่างกายที่เริ่มเสื่อมถอย ยิ่งแตะวัยเลข 5 เลข 6 ร่างกายก็จะเหนื่อยล้าได้ง่าย  Ged Good Life ก็มีข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพง่ายๆมาฝาก ด้วยหลัก 11 อ. สูงวัยอย่างสตรอง! หลัก 11 อ. 1. อาหาร ผู้สูงอายุ เป็นวัยที่มีการเสื่อมถอยของระบบการทำงานในอวัยวะทุกระบบ ดังนั้น ควรลดปริมาณอาหารลง ให้สัมพันธ์กับการใช้พลังงานจริงคือประมาณ 1,500 กิโลแคลอรีต่อวัน และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงรับประทานผลไม้ และผักต่าง ๆ ให้มากขึ้น โดยอาหารที่ผู้สูงอายุควรทานเป็นประจำ ได้แก่ 1. เนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อปลา 2. ไข่ อาทิตย์ละ 3 – 4 ฟอง (แต่ถ้ามีปัญหาด้านไขมันและ คลอเลสเตอรอลในเลือดสูง ควรทานเฉพาะไข่ขาว) 3. นมสด โดยเลือกทานนมที่เหมาะกับผู้สูงวัย 4. ผักใบเขียวสด 11 อ. สูงวัยอย่างสตรอง! สร้างเสริมสุขภาพกายใจดีดีในวัยสูงอายุ

อาหาร 4 กลุ่ม เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไข้หวัด

  กลุ่มที่ 1 : ผลไม้รสเปรี้ยว แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร เผยว่า “ช่วงหน้าฝนหรือช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ มักได้รับผลกระทบต่อสุขภาพได้ง่าย จึงควรหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองให้มากขึ้นเป็นพิเศษ โดยเลือกกินผักสมุนไพร และผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัด” ผลไม้รสเปรี้ยววิตามินซีสูง ได้แก่ ส้ม มะนาว ฝรั่ง เบอร์รี กีวี มะม่วง มะขาม มะเขือเทศ มะเฟือง กะทกรก กระเจี๊ยบแดง สับปะรด เสาวรส เป็นต้น สรรพคุณ : อุมด้วยวิตามินซีสูง ป้องกันไข้หวัด ต้านเชื้อไวรัส เสริมภูมิต้านทาน ผิวพรรณสดใส กลุ่มที่ 2 : อาหารเผ็ดร้อน นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ กล่าวว่า อาหารรสเผ็ดร้อน เช่น อาหาร ที่มีกับหลักการดูแลตามศาสตร์อายุรเวทและการแพทย์แผนจีน กระชาย พริกไทย หรือขิง จะสามารถช่วยกระจายลม และที่เชื่อว่าโรคส่วนหนึ่งเกิดจากการเสียสมดุลของธาตุในร่างกาย เพิ่มธาตุไฟ ทำให้ร่างกายมีความอบอุ่น” อาหารเผ็ดร้อน ได้แก่ พริกขี้หนู อาหาร 4 กลุ่ม เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านไข้หวัด

อยากเที่ยวนอก เก็บเงินอย่างไรให้อู้ฟู้ ฉบับมนุษย์เงินเดือน

  ไปเที่ยวเมืองนอก หรือต่างประเทศสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หรือยากเย็นเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว ในยุคที่ตั๋วเครื่องบินแข่งขันกันทำราคา ตั๋วโลว์คอสต์มีโปรโมชั่นออกมาแทบทั้งปี ทำให้ค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ในระดับที่เราๆ มนุษย์เงินเดือนพอรับมือได้  ถ้าคิดจะเก็บเงินเที่ยวต่างประเทศจะเริ่มยังไง มีเทคนิค วิธีเก็บเงิน แบบไหนที่เห็นผลบ้าง มาลองดูไอเดีย แล้วลองนำไปใช้กันดูค่ะ วิธีเก็บเงิน เที่ยวเมืองนอก ทำข้าวกล่องไปกินที่ออฟฟิศ – การทำอาหารไปกินเองทุกวันช่วยให้ประหยัดได้เยอะเชียว เพราะ การไปกินข้าวข้างนอกอาหารก็แพง แถมยังต้องเสียเงินไปกับขนม เครื่องดื่ม ชากาแฟ ของตลาดนัด อีกมากมายหลายสิ่ง ถ้าอยู่ในออฟฟิศก็ประหยัดไปได้เยอะ โดยอาจจะซื้อของสดไว้รายสัปดาห์แล้วค่อย ๆ ทยอยทำ เป็นวิธีเก็บเงินที่ได้สุขภาพดีอีกด้วย ถ้าเพื่อน ๆ ถามว่าทำไมเอาข้าวมากินก็บอกไปเลยค่ะว่าตอนนี้กำลังไดเอ็ท กินคลีนอยู่ เก๋ ๆ สุขภาพดี แถมได้เก็บเงินเที่ยวเมืองนอกอีก เก็บแบงค์ห้าสิบ หรือแบงค์เลขสวย – เทคนิคนี้เป็นวิธีเก็บเงินที่ได้ผล และได้รับการพิสูจน์จากหลาย ๆ คนมาแล้ว คือถ้าได้ทอน หรือได้แบงค์ 50 มาให้เก็บไว้ห้ามใช้ หรืออาจกำหนดมาว่าถ้าได้แบงค์ที่ลงได้เลขอะไร จะต้องเก็บแบงค์นั้น เช่น เลข 9 เลข 0 อยากเที่ยวนอก เก็บเงินอย่างไรให้อู้ฟู้ ฉบับมนุษย์เงินเดือน

แพทย์เตือน! โรคยอดฮิตในฤดูหนาว

  ลมหนาวเริ่มพัดมาแล้ว เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว นอกจากลมหนาวที่ทุกคนตั้งตารอ สิ่งที่มาพร้อมกับอากาศที่แสนจะเย็นสบายก็คือ โรคในฤดูหนาว เนื่องจากอากาศเย็นเอื้อต่อการเกิดและการแพร่กระจายของไวรัส ทำให้หลายคนป่วยกันได้ง่าย มาดูกันดีกว่าว่า โรคที่พบได้บ่อยในฤดูหนาวนั้นมีโรคอะไรบ้าง • ไข้หวัด  เริ่มจากอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ไอ ควรนอนพักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำบ่อยๆ ไข้หวัดสามารถติดต่อกันได้ทางการหายใจ ไอหรือจามรดกัน มักแพร่กระจายในสถานที่ที่ไม่มีอากาศถ่ายเท เช่น โรงภาพยนตร์ ห้างสรรพสินค้า ตลาดสด ห้องเรียน • ไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่มักมีการแพร่ระบาดอย่างมากในช่วงฤดูหนาว มีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่จะรุนแรงกว่าและอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน ทำให้มีอาการหนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและศีรษะอย่างรุนแรง อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย • ปอดบวม ปอดบวม คือ ภาวะปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส อาการโดยทั่วไปคือ ไอ จาม มีเสมหะมาก แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก คัดจมูก มีไข้สูงเกิน 2 วัน สามารถทำการวินิจฉัยได้โดยการฉายรังสีเอกซ์และตรวจเสมหะ หากมีอาการรุนแรงต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื่องจากเป็นสาเหตุการอันดับหนึ่งในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า แพทย์เตือน! โรคยอดฮิตในฤดูหนาว

“หลับสนิท ชีวิตเป็นสุข” นอนอย่างไรให้สุขภาพดี?

  เพราะการพักผ่อนที่เติมเต็มพลังชีวิตได้ดีที่สุด คือ การนอน การนอนที่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว ยังสามารถทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นได้อีกด้วย แต่การนอนที่ดีก็ไม่ได้หมายถึงการสักแต่ได้นอน การนอนหลับไม่สนิท หรือหลับตื้นนั้น กลับจะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นกว่าเดิม วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณได้ หลับสนิท และตื่นขึ้นอย่างสดชื่นแจ่มใสมาฝากกัน 1. เลือกเวลานอน ควรนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และนอนก่อน 22.00 น. การหลับลึกช่วง 22.00 น.- 3.00 น. จะทำให้สมองทำงานได้ดี เพราะ Growth Hormone ที่หลั่งออกมาในช่วงหลับลึก มีคุณสมบัติในการซ่อมแซมเซลที่ซึกหรอของร่างกาย ความอ่อนล้าจากการทำงาน รวมถึงอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมอื่นๆ ได้ 2. สังเกตอากาศในห้องนอน อากาศภายในห้องนอนต้องสะอาดบริสุทธิ์ เนื่องจากช่วงเวลาพักผ่อน ระบบต่างๆ ภายในร่างกายจะทำงานช้าลง เพื่อรอการซ่อมแซมจาก Growth Hormone อากาศในห้องจึงไม่ควรมีสิ่งสกปรกปนเปื้อน เพื่อให้การซ่อมแซมร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 3. จัดสภาพแวดล้อมในห้องนอน ควรจัดห้องนอนให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่ายและทั่วถึง สีของห้องนอนไม่ควรฉูดฉาด เพราะจะผลต่อความรู้สึก ทำให้รู้สึกตื่นเต้น “หลับสนิท ชีวิตเป็นสุข” นอนอย่างไรให้สุขภาพดี?

ไอ เจ็บคอ ควรกินอะไรให้หายไวไว?

  ไอ เจ็บคอ อาการอักเสบ และระคายเคืองที่มีผลมาจากการไอ ไม่ว่าจะป่วยเป็นไข้หวัด หรือมีอาการภูมิแพ้ก็ตาม ส่วนมากแล้ววิธีรักษาอาการไอที่นิยมกันมาก คือ การรับประทานยาแก้ไอ แล้วอาการเจ็บคอที่ตามมาด้วยล่ะ เราควรทานยาอะไรเพื่อบรรเทาอาการ? วันนี้เรามีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน 1. ทานยาแก้ไอให้ตรงตามอาการ ยาแก้ไอหลายชนิดอาจไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ แต่การทานยาแก้ไอที่ตรงกับอาการ จะช่วยให้การไอทุเลาลงได้ และเมื่อไอน้อยลง คุณก็จะเจ็บคอน้อยลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยาแก้ไอยังมีผลทำให้คนไข้รู้สึกชุ่มคอ ยาแก้ไอบางชนิดก็ช่วยลดน้ำมูก และอาการแพ้ต่าง ๆ ได้ด้วย เพราะผู้ผลิตมักนิยมใส่ตัวยาแก้แพ้ยาลดน้ำมูก 2. น้ำอุ่น การดื่มน้ำอุ่น จะช่วยลดการระคายเคือง และทำให้รู้สึกสบายคอ ช่วยลดการอักเสบลงได้ เพราะเมื่อร่างการได้รับน้ำอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นเพียงพอ สามารถต่อสู้กับแบคทีเรียได้ดีขึ้นนั่นเอง 3. ซุปไก่ อาหารยอดฮิตสำหรับการรักษาอาการเจ็บคอ ในซุปไก่อุดมไปด้วยโซเดียม ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยลดอาการอักเสบลงได้ แถมยังรับประทานได้ง่าย เหมาะสำหรับคนที่มีอาการเจ็บคอมาก ๆ อีกด้วยล่ะ 4. ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ต นอกจากจะเป็นอาหารที่อ่อนโยนต่อคอที่กำลังเจ็บปวดของคุณแล้ว ยังมีสารอาหาร และไฟเบอร์มากมาย ที่ช่วยให้ร่างกายของคุณกลับมาแข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย 5. ชาเชียวอุ่น ๆ ไอ เจ็บคอ ควรกินอะไรให้หายไวไว?

askexpert

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยจดจำข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ท่านใช้เข้าชมเว็บไซต์ ข้อมูลการลงทะเบียนหรือ log in ข้อมูลการตั้งค่าหรือตัวเลือกที่ท่านเคยเลือกไว้บนเว็บไซต์ เช่น ภาษาที่แสดงบนเว็บไซต์ ที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า เพื่อให้ท่านสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องให้ข้อมูลหรือตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่ท่านเข้าใช้เว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจใช้งานเว็บไซต์ได้ไม่สะดวกและไม่เต็มประสิทธิภาพ
    Cookies Details

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์เเละด้านฟังก์ชั่น

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน เพื่อให้เราสามารถวัดผล ประเมิน ปรับปรุง และพัฒนาเนื้อหาสินค้า/บริการและเว็บไซต์ของเราเพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของท่าน ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ประเมิน และพัฒนาเว็บไซต์ได้
    Cookies Details

  • คุกกี้โฆษณา

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของท่านและสร้างโปรไฟล์เกี่ยวกับตัวท่าน เพื่อให้เราสามารถวิเคราะห์และนำเสนอเนื้อหา สินค้า/บริการ และ/หรือ โฆษณาที่เหมาะสมกับความสนใจของท่านได้ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจได้รับข้อมูลและโฆษณาทั่วไปที่ไม่ตรงกับความสนใจของท่าน
    Cookies Details

Save