8 วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ ไกลแค่ไหนก็พร้อม! พร้อม 8 จุด เช็ครถคู่ใจ เดินทางปีใหม่นี้

วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ

ขับรถทางไกลทีไร ความง่วงก็เข้ามากวนใจทุกที แต่จะหลับไม่ได้เด็ดขาดนะ! อันตรายมาก! นอกจากเรื่อง "เมาแล้วขับ" ก็มี "ขับรถหลับใน" นี่แหละ ที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหยุดยาวปีใหม่นี้ วันนี้ GedGoodLife จึงนำ "วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ" มาให้ทุกคนได้นำไปปฏิบัติตามกัน และอย่าลืมคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยนะ เพราะเราห่วงใย และใส่ใจในสุขภาพของคุณ...

ดีคอลเจน

ภาวะหลับใน คืออะไร ?

ภาวะหลับใน หรือการเผลอหลับระยะสั้น ๆ (Microsleep) คือ การเผลอหลับเฉียบพลัน โดยไม่รู้ตัวเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ราว 1-2 วินาที หรืออาจเป็นนานกว่านั้นก็ได้ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก แต่หากเกิดข้นระหว่างที่คุณขับรถ มาด้วยความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวรถก็จะสามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้ไกลถึง 25 – 50 เมตรเลยทีเดียว และอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงบนท้องถนนได้

นอกจากนี้กรมสุขภาพจิตระบุว่า “การหลับใน” เป็นอันตรายเช่นเดียวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะผลต่อการทำงานของสมองส่วนประมวลผล (brain processing) ทำให้การตัดสนใจแย่ลง (Impair judgment) การตอบสนองช้าลง (slower reflexes)

ในขณะที่นักวิจัยจาก The University Of New south Wales และ University of Otago ค้นพบว่า การอดนอนเป็นเวลา 17-19 ชั่วโมง เปรียบเหมือนร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับ 0.05 (ระดับอ้างอิงตามกฎหมายต้องต่ำว่า 0.05) หมายความว่าหากเราอดนอน 17- 19 ชั่วโมงแล้วไปขับรถก็เท่ากับว่าทำผิดกฎหมาย

ข้อมูลจากมูลนิธิไทยโรดส์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


สัญญาณเตือนว่าเรากำลังจะ “หลับใน”

1. หาวต่อเนื่องบ่อย ๆ

2. กระพริบตาถี่ ๆ ลืมตาไม่ขึ้น

3. มองข้ามสัญญาณไฟ และป้ายจราจร

4. ใจลอยไม่มีสมาธิขณะขับรถ

5. ขับรถส่ายไปมา หรือออกนอกเส้นทาง

6. อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า กระวนกระวาย

7. เมื่ออยู่นิ่ง ๆ ติดไฟแดง หรือรถติด อาจเผลอหลับไม่รู้ตัว

8. จำไม่ได้ว่าขับรถผ่านอะไรมาในช่วง 2-3 กิโลเมตรที่ผ่านมา

รู้หรือไม่!? ข้อมูลจากสภากาชาดไทย ระบุว่า ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุจากภาวะง่วงนอนบ่อยที่สุด (แม้ว่าผู้ขับขี่จะหลับเพียงพอก็ตาม) คือช่วงเที่ยงคืน (00.00 น.) ถึง แปดโมงเช้า (8.00 น.) และช่วงบ่ายโมง (13.00 น.) ถึง บ่ายสามโมงเย็น (15.00 น.)


วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ

ง่วงไม่ขับ! วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ ทำยังไงได้บ้าง ?

1. นอนหลับให้เพียงพอ

วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ ที่ดีที่สุด คือ การนอนหลับให้เพียงพอ ก่อนกำหนดวันเดินทาง อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และมีสมาธิในการขับรถมากยิ่งขึ้น และควรปรับตารางนอนในชีวิตประจำวันให้ลงตัว เพื่อให้ร่างกายสามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ติดต่อกัน 3 - 4 วันต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันอาการง่วงเรื้อรัง

รู้หรือไม่!? ในผู้ที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท มีการศึกษาพบว่า คนขับรถที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อวัน จะมีโอกาสประสบอุบัติเหตุมากกว่าคนที่ได้นอนเต็มอิ่มถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

2. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาที่มีผลข้างเคียงก่อนออกเดินทาง

ทั้งก่อนขับรถ และขณะเดินทาง ห้ามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเด็ดขาด! เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายแม้แค่นิดเดียว ก็มีผลทำให้ความสามารถในการขับขี่ลดลง และอาจนำไปสู่การหลับในเฉียบพลันได้

นอกจากนี้ คุณควรงดกินยาที่ออกฤทธิ์ทำให้ง่วงซึมด้วย เช่น ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก, ยาแก้แพ้ แก้คัน, ยากล่อมประสาท, ยาคลายกังวล, ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้เมารถ เป็นต้น หากเป็นยารักษาโรคที่ต้องกินเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อขอปรับยาเป็นตัวที่ไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้ง่วงแทน

3. กินแก้ง่วง

วิธีแก้ง่วงตอนขับรถ สุดฮิต ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หรือผลไม้เปรี้ยว ๆ เลือกกันได้ตามความชื่นชอบ มีติดรถไว้กินระหว่างทาง รับรองว่าช่วยให้ตาสว่างขึ้นได้แน่ เรามีทริกมาแนะนำเพิ่มเติมว่า ควรงดดื่มกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หรือเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนใด ๆ ก่อนเดินทางอย่างน้อย 2-3 วัน เพราะอาจส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท และทำให้คุณง่วงในตอนที่ต้องขับรถได้

นอกจากนี้ น้ำเปล่าเย็น ๆ ก็ช่วยได้เหมือนกันนะ เพราะน้ำเปล่าจะช่วยให้ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายของเรารู้สึกตื่นตัวได้ทันที และเป็นการเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายด้วย

4. ของเย็นช่วยได้

การขับรถทางไกลยาว ๆ ทำให้คุณง่วงจากความเหนื่อยล้า ที่ต้องโฟกัสกับเส้นทางเดิม ๆ ในอิริยาบถเดิม ๆ ควรแวะปั๊มข้างทาง เพื่อเข้าห้องน้ำ ล้างมือล้างหน้า ลูบศีรษะ และท้ายทอยให้รู้สึกเย็น ความเย็น และความสดชื่นจากน้ำ จะช่วยให้รู้สึกกะปรี้กะเปร่าขึ้นได้ หรือจะใช้วิธีดมยาดม พิมเสนสูตรเย็นเมนทอล หรือพกผ้าเย็นไว้เช็ดตามใบหน้า ท้ายทอย แขน และข้อพับ ให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นระหว่างทางก็ช่วยได้เหมือนกัน

วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ

5. ทำกิจกรรมระหว่างขับรถ

การมีเพื่อนร่วมเดินทาง ชวนพูดคุย หรือชวนเล่นเกมเฮฮาเสียงดัง เป็นอีกวิธีที่ช่วยปลุกให้คุณตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาได้ แถมยังมีคนช่วยจับตาดูการขับขี่ของคุณ และคอยเตือนเมื่อคุณแสดงอาการอ่อนเพลีย หรือสลับกันขับ แบ่งเวลาพักผ่อนได้อีกด้วย

ถ้าต้องขับรถคนเดียว แนะนำให้เปิดเพลงดัง ๆ เพลงแด๊นซ์ ๆ สักหน่อย แต่อย่าให้กลบเสียงรอบข้างจนเกินไป และพกน้ำชา กาแฟ ไว้ในรถบ้าง แต่ถ้ารู้สึกไม่ไหวจริง ๆ แนะนำให้พักงีบข้างทาง อย่าลืมล็อครถเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้าย และเปิดกระจกไว้เพียงนิดหน่อยเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ด้วย

6. ยืดเส้นยืดสายคลายง่วง

การนั่งท่าเดียว ท่าเดิมนาน ๆ ระหว่างขับรถ ย่อมทำให้รู้สึกทั้งเมื่อย ทั้งเหนื่อยล้า อย่าลืมแวะจอดรถพัก เพื่อผ่อนคลายอิริยาบถเป็นระยะ ๆ ในปั๊มน้ำมัน หรือจอดรถในที่ปลอดภัย แล้วลงมาเดินเล่นยืดเส้นยืดสาย ทำท่ากายบริหารเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น คลายความเมื่อยล้าจากการนั่งท่าเดิมเป็นระยะเวลานาน ๆ หรือจะใช้วิธีการนวดไปทั่วบริเวณใบหน้า เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนของเลือด และช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้

7. หลีกเลี่ยงการขับขี่ในช่วงเที่ยงคืนถึงเจ็ดโมงเช้า

เนื่องจากช่วง 24.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ มักจะคุ้นเคยกับการนอนหลับ จึงทำให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และอาจเกิดอาการง่วงซึมหรือหลับในระหว่างขับขี่ได้

8. ไม่ไหวก็พักก่อน

ถ้าง่วงหนักแบบไม่ไหวแล้ว ฝืนไม่ได้จริง ๆ ควรจอดรถนอนแบบจริงจังไปเลยสัก 25-30 นาที เพื่อให้ร่างกายรู้สึกว่าได้นอนพอสมควร เป็น Power Nap ที่สามารถทดแทนการนอนได้ราว 2 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่ก่อนจะหลับไป ควรจอดรถในที่ ๆ คุณมั่นใจในความปลอดภัยด้วย เช่น ปั้มน้ำมันที่มีคนค่อนข้างเยอะ ไม่ควรจอดริมถนน หรือสถานที่ที่เปลี่ยวร้าง


วิธีแก้ง่วงขณะขับรถ

8 จุดเช็คสภาพรถ ก่อนออกเดินทางไกล

นอกจากเตรียมร่างกายของคนขับให้พร้อมแล้ว อย่าลืมเตรียมรถให้พร้อมด้วยนะ เพราะถ้าคนขับพร้อม แต่รถไม่พร้อมแล้วมาเสียเอากลางทาง ก็จะทำให้พลาดทริปที่อยากไป และอาจเกิดอุบัติเหตุได้ด้วย การตรวจเช็คสภาพรถของเราก่อนออกเดินทาง จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง โดย 8 จุด ที่คุณควรเช็ครถก่อนออกเดินทางไกล ก็คือ

จุดที่ 1 แบตเตอรี่

หัวใจสำคัญของการสตาร์ทรถ คือ แบตเตอรี่ ควรตรวจดูสภาพของแบตเตอรี่ ว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ หมั่นทำความสะอาดคราบขี้เกลือที่ขั้วแบต เช็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนด ตรวจสอบความแน่นของขั้วแบต และฉนวนหุ้มสาย

จุดที่ 2 ล้อ และยางรถยนต์

อุบัติเหตุส่วนหนึ่งบนท้องถนน เกิดจากยางระเบิดขณะขับขี่ การตรวจสอบว่ายางรถยนต์อยู่ในสภาพที่พร้อมเดินทางหรือไม่ จึงอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ยางรถของคุณควร ไม่รั่ว ไม่ซึม ไม่แตกลายงา มีดอกยางเพียงพอ มีระดับลมยางตามที่คู่มือประจำรถกำหนด ล้อควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่คด ไม่เบี้ยว และที่สำคัญ น็อตล้อต้องขันแน่น

จุดที่ 3 ช่วงล่าง

สามารถตรวจเช็คได้ด้วยการ ลองขับบนถนนเรียบทางตรง ให้สังเกตพวงมาลัยว่าตรงหรือไม่ หากพวงมาลัยไม่ตรง ควรนำรถไปตั้งศูนย์ใหม่ ตรวจชิ้นส่วนต่าง ๆ ของช่วงล่าง เช่น ลูกหมาก หากขับทางขรุขระแล้วมีเสียงดังกุกกัก รีบให้ช่างแก้ไขโดยด่วน ตรวจเช็คคราบน้ำมันบริเวณแกนโช้ค ว่ารั่วหรือไม่ เพราะระบบช่วงล่างทั้งหมด มีผลต่อการทรงตัวขณะขับขี่

จุดที่ 4 ระดับน้ำมันเบรก และระบบเบรก

หากน้ำมันเบรกหาย อย่าเพิ่งรีบเติม แต่ให้หาสาเหตุให้ได้ว่า น้ำมันเบรกหายไปได้อย่างไร  เนื่องจากระบบเบรกเป็นระบบปิด หรือก็คือ น้ำมันเบรกจะอยู่แต่ภายในระบบเบรก และจะไม่มีการละเหยเหมือนน้ำมันเชื้อเพลิง หากผ้าเบรกไม่สึก หรือไม่มีจุดไหนรั่วซึม น้ำมันเบรกก็จะไม่สามารถหายไปได้ง่าย ๆ

จุดที่ 5 ระบบไฟส่องสว่าง

ตรวจดูว่าไฟส่องสว่างทุกจุดใช้งานได้ครบ ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟตัดหมอก ไฟเลี้ยว และไฟฉุกเฉิน แสงสว่างต้องคมชัด ไม่มัว เพราะระบบไฟส่องสว่าง คือสิ่งที่จำเป็นมากในการเดินทางช่วงกลางคืน

จุดที่ 6 น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่อง เป็นสิ่งที่จำเป็นของระบบกลไกต่าง ๆ ในเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องที่ดี จะต้องผ่านการใช้งานมา ไม่เกินระยะทางตามที่คู่มือกำหนด ระดับน้ำมันเครื่องต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยสามารถตรวจเช็คได้จาก ก้านวัดน้ำมันเครื่อง นอกจากนี้ ขณะเดินทางควรมีน้ำมันเครื่องสำรอง เผื่อสำหรับยามฉุกเฉิน ติดรถไว้อย่างน้อย 1 ลิตรด้วย

จุดที่ 7 หม้อน้ำ ท่อยาง ระบบหล่อเย็น

ระบบระบายความร้อน เป็นอีกหัวใจหลักของเครื่องยนต์ เพราะเมื่อความร้อนสะสมขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน ไปเจอกับอุณหภูมิอันร้อนระอุจากภายนอก หากระบบระบายความร้อนไม่ดี หรือมีปัญหา ก็อาจทำให้เครื่องยนต์น็อคได้ ดังนั้น จึงควรเช็คระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อพัก และหม้อน้ำ เช็คการทำงานของพัดลมหม้อน้ำและมอเตอร์ ตรวจสอบรอยรั่วของหม้อน้ำ ท่อยาง และข้อต่อต่าง ๆ หากตรวจพบว่ามีน้ำไหลซึม ให้รีบแก้ไขโดยด่วน

จุดที่ 8 เครื่องมือประจำรถ

เช่น ล้ออะไหล่ ยางอะไหล่ แม่แรง ชุดเครื่องมือในการถอดล้อ ที่เติมลมฉุกเฉิน สายพ่วงแบต สายลากรถ ไฟฉาย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ควรมีติดรถเอาไว้ เพื่อความอุ่นใจยามเดินทาง สำหรับในกรณีฉุกเฉิน เพราะมีแล้วไม่ได้ใช้ ย่อมจะดีกว่าต้องใช้แล้วไม่มีนะ

สุดท้ายนี้ GedGoodLife ขอให้ทุกท่านขับรถด้วยความระมัดระวัง ง่วงไม่ขับ ลดเร็ว ลดเสี่ยง คาดเข็มขัดนิรภัยอยู่เสมอ และเดินทางโดยสวัสดิภาพในช่วงปีใหม่นี้

อ้างอิง :
1. thaihealth.or.th
2. ThaiPBS
3. autospinn.com

ดีคอลเจน

ติดตามGedGoodLife ช่องทางอื่น ๆ ได้ที่...

Facebook : GEDGoodLife
Nutroplex : nutroplexclub
Twitter      : @gedgoodlife
Line          : @gedgoodlife
Youtube   : GEDGoodLife ชีวิตดีดี

ถาม-ตอบ
ปัญหาสุขภาพ