ทำไมธาตุเหล็กถึงเป็นสารสำคัญในช่วงวัยเจริญเติบโต

ทำไมธาตุเหล็กถึงเป็นสารสำคัญในช่วงวัยเจริญเติบโต

21 ส.ค. 26

ช่วงวัยเด็กเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเจริญเติบโต หนึ่งในสารอาหารที่ไม่ควรมองข้ามคือ “ธาตุเหล็ก” แร่ธาตุสำคัญที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การลำเลียงออกซิเจน ไปจนถึงพัฒนาการของสมองและการเรียนรู้

ทำไมเด็กวัยเจริญเติบโตจึงต้องได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ

เด็กในวัยเจริญเติบโตจำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับช่วงวัย เพราะสารอาหารมีบทบาททั้งต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาการทางสมอง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพที่ดีในระยะยาว โภชนาการที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก โดยสารอาหารหลัก ได้แก่ โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ซึ่งคาร์โบไฮเดรตและไขมันเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ขณะที่โปรตีนมีบทบาทในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ วิตามินและแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม สังกะสี และธาตุเหล็ก ก็มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของร่างกายในช่วงที่เด็กกำลังเติบโต โดยเฉพาะธาตุเหล็ก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดง การนำออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงพัฒนาการของสมองและการเรียนรู้ของเด็ก

ธาตุเหล็กมีบทบาทต่อการเจริญเติบโตของเด็กอย่างไร

ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานหลายด้านของร่างกาย โดยเป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และเป็นส่วนประกอบของไมโอโกลบิน (Myoglobin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่พบได้ในเซลล์กล้ามเนื้อ ทำหน้าที่ในการช่วยจับและเก็บออกซิเจนไว้ในเซลล์ เพื่อให้กล้ามเนื้อนำออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการสร้างพลังงาน

ในช่วงวัยเด็กจะพบว่าร่างกายมีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงมีความต้องการธาตุเหล็กเพื่อรองรับกระบวนการต่าง ๆ ทั้งการเพิ่มขึ้นของปริมาตรเลือด การเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ และพัฒนาการของสมอง องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ระบุว่า ภาวะขาดธาตุเหล็กในเด็กเล็กอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสมอง และอาจส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ นอกจากนี้ธาตุเหล็กยังมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน การได้รับธาตุเหล็กในปริมาณที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

ด้วยบทบาทที่เกี่ยวข้องกับทั้งการลำเลียงออกซิเจน การเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ พัฒนาการของสมอง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ธาตุเหล็กจึงเป็นหนึ่งในแร่ธาตุสำคัญที่เด็กควรได้รับอย่างเพียงพอในช่วงวัยเจริญเติบโต

เด็กกลุ่มไหนเสี่ยงขาดธาตุเหล็กและสังเกตได้อย่างไร

ปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดธาตุเหล็กแตกต่างกันไปตามช่วงวัย ในทารก ความเสี่ยงอาจพบได้มากในเด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ เนื่องจากมีธาตุเหล็กสะสมในร่างกายน้อยกว่าเด็กที่คลอดครบกำหนด นอกจากนี้ เมื่อเด็กมีอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ความต้องการธาตุเหล็กจะเพิ่มขึ้น หากยังได้รับนมแม่เป็นหลักโดยไม่ได้รับอาหารตามวัยที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ ก็อาจเพิ่มโอกาสได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอได้ ในเด็กเล็กอาจพบการขาดธาตุเหล็กจากสาเหตุอื่น เช่น การดื่มนมวัวในปริมาณมากจนทำให้รับประทานอาหารมื้อหลักได้น้อยลง การรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอ เช่น รับประทานเนื้อสัตว์น้อย หรือการรับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกนโดยไม่ได้วางแผนให้ได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ รวมถึงความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

ภาวะขาดธาตุเหล็กในระยะแรกอาจยังไม่มีอาการชัดเจน แต่เมื่อภาวะขาดธาตุเหล็กรุนแรงขึ้นหรือพัฒนาเป็นภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก อาจพบอาการต่าง ๆ เช่น ซีด โดยสังเกตได้จากริมฝีปาก เหงือก ขอบเปลือกตา หรือบริเวณใต้เล็บที่ดูซีดกว่าปกติ ร่วมกับอาการ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง หายใจหอบหรือเหนื่อยง่ายขณะทำกิจกรรม มือ เท้าเย็น เบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง ในบางรายอาจพบการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการที่ช้าลง มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น หงุดหงิดง่าย หรือมีความอยากรับประทานสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น น้ำแข็ง ดิน หรือแป้ง ซึ่งเรียกว่า ภาวะพิกา (Pica)

อาการเหล่านี้สามารถเกิดจากภาวะอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรใช้เพียงอาการในการวินิจฉัยภาวะขาดธาตุเหล็ก หากสงสัยว่าเด็กอาจมีภาวะขาดธาตุเหล็ก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและตรวจเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม

เพิ่มธาตุเหล็กให้ลูกจากอาหารอย่างไร

ในช่วงแรกเกิดถึงก่อนอายุประมาณ 6 เดือน ทารกที่คลอดครบกำหนดและมีสุขภาพดีโดยทั่วไปจะมีธาตุเหล็กสะสมจากช่วงก่อนคลอด ซึ่งร่วมกับธาตุเหล็กที่ได้รับจากนมแม่ เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ความต้องการธาตุเหล็กจะเพิ่มขึ้นตามการเจริญเติบโตของร่างกาย จึงควรเริ่มอาหารตามวัยที่เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก เมื่อเข้าสู่วัยเด็กโตและวัยรุ่น ความต้องการธาตุเหล็กจะเพิ่มขึ้นอีกตามการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในวัยรุ่นหญิงซึ่งเริ่มมีประจำเดือนและมีการสูญเสียธาตุเหล็กจากเลือดประจำเดือน ทำให้ความต้องการธาตุเหล็กแตกต่างจากวัยรุ่นชาย ดังนั้น การได้รับธาตุเหล็กจากอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัยจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก

ธาตุเหล็กที่ได้รับจากอาหารสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

  1. Heme iron เป็นธาตุเหล็กที่พบในอาหารจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อแดง ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ เนื้อสัตว์ปีกและอาหารทะเล ธาตุเหล็กรูปแบบนี้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดีกว่า non-heme iron
  2. Non-heme iron เป็นธาตุเหล็กที่พบในอาหารจากพืชและอาหารที่มีการเสริมธาตุเหล็ก เช่น ซีเรียลสำหรับทารกที่เสริมธาตุเหล็ก เต้าหู้ ถั่ว ผักใบเขียว โดยทั่วไปธาตุเหล็กรูปแบบนี้จะถูกดูดซึมได้น้อยกว่า heme iron การรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสามารถช่วยเพิ่มการดูดซึม non-heme iron ได้ ตัวอย่างอาหารที่มีวิตามินซี ได้แก่ ผลไม้ตระกูลส้ม เบอร์รี มะละกอ และมะเขือเทศ

ปริมาณธาตุเหล็กที่เด็กไทยควรได้รับในแต่ละวันแตกต่างกันตามช่วงอายุและเพศ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

อ้างอิงจาก ปริมาณสารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ.2563-กรมอนามัย สำนักโภชนาการ


การเสริมธาตุเหล็กในเด็กควรพิจารณาอย่างไร

แม้อาหารจะเป็นแหล่งหลักของธาตุเหล็กที่เด็กควรได้รับในแต่ละวัน แต่บางครั้งการได้รับธาตุเหล็กจากอาหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การพิจารณาเสริมธาตุเหล็กจึงอาจมีความเหมาะสมในเด็กบางราย โดยควรพิจารณาร่วมกับปริมาณธาตุเหล็กที่ได้รับจากอาหาร ภาวะโภชนาการ และความเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็กของเด็กแต่ละคน

ในการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็ก ควรคำนึงถึงปริมาณธาตุเหล็กที่เหมาะสมกับช่วงวัย รวมถึงสารอาหารอื่นที่เด็กได้รับร่วมกันจากอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับสารอาหารซ้ำซ้อนหรือมากเกินความจำเป็น นอกจากนี้ ควรปฏิบัติตามวิธีใช้และปริมาณที่ระบุบนฉลาก และหากสงสัยว่าเด็กมีภาวะขาดธาตุเหล็ก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็ก

การได้รับธาตุเหล็กอย่างเหมาะสมจึงควรมองเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโภชนาการโดยรวม มากกว่าการมุ่งเสริมสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยพื้นฐานสำคัญยังคงเป็นการรับประทานอาหารที่หลากหลายและเหมาะสมกับวัย

อ้างอิง

  1. Centers for Disease Control and Prevention. Iron [Internet]. Atlanta (GA): Centers for Disease Control and Prevention; 2026 Apr 14 [cited 2026 Aug 10]. Available from: https://www.cdc.gov/infant-toddler-nutrition/vitamins-minerals/iron.html
  2. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Iron: fact sheet for consumers [Internet]. Bethesda (MD): National Institutes of Health; 2023 Aug 17 [cited 2026 Aug 10]. Available from: https://ods.od.nih.gov/factsheets/Iron-Consumer/
  3. National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. Iron: fact sheet for health professionals [Internet]. Bethesda (MD): National Institutes of Health; 2025 Sep 4 [cited 2026 Aug 10]. Available from: https://ods.od.nih.gov/factsheets/Iron-HealthProfessional/
  4. University of Rochester Medical Center. Pediatric nutrition [Internet]. Rochester (NY): University of Rochester Medical Center; [cited 2026 Aug 10]. Available from: https://www.urmc.rochester.edu/childrens-hospital/nutrition
  5. Rajeev AM, Malisetty H, Baidya OP, Vamshy JK, Siddhanta S, Dharan BG. Pediatric nutrition and its role in preventing non-communicable diseases: a review. Cureus. 2025;17(7):e87431. doi:10.7759/cureus.87431.
  6. Cerami C. Iron nutriture of the fetus, neonate, infant, and child. Ann Nutr Metab. 2017;71 Suppl 3:8-14. doi:10.1159/000481447.
  7. Armitage AE, Moretti D. The importance of iron status for young children in low- and middle-income countries: a narrative review. Pharmaceuticals (Basel). 2019;12(2):59. doi:10.3390/ph12020059.
  8. World Health Organization. WHO guidance helps detect iron deficiency and protect brain development [Internet]. Geneva: World Health Organization; 2020 Apr 20 [cited 2026 Aug 10]. Available from: https://www.who.int/news/item/20-04-2020-who-guidance-helps-detect-iron-deficiency-and-protect-brain-development
  9. Cherayil BJ. Iron and immunity: immunological consequences of iron deficiency and overload. Arch Immunol Ther Exp (Warsz). 2010;58(6):407-15. doi:10.1007/s00005-010-0095-9.
  10. The Royal Children’s Hospital Melbourne. Clinical practice guidelines: iron deficiency [Internet]. Melbourne: The Royal Children’s Hospital Melbourne; 2023 Aug [cited 2026 Aug 10]. Available from: https://www.rch.org.au/clinicalguide/guideline_index/iron_deficiency/
  11. Mayo Clinic Staff. Iron deficiency in children: prevention tips for parents [Internet]. Rochester (MN): Mayo Clinic; 2024 Feb 7 [cited 2026 Aug 10]. Available from: https://www.mayoclinic.org/healthy-lifestyle/childrens-health/in-depth/iron-deficiency/art-20045634
  12. คณะกรรมการและคณะทำงานปรับปรุงข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย. ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 (Dietary Reference Intake for Thais 2020). พิมพ์ครั้งที่ นนทบุรี: สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข; 2563.

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

askexpert

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    คุกกี้ประเภทนี้จะช่วยจดจำข้อมูลคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ท่านใช้เข้าชมเว็บไซต์ ข้อมูลการลงทะเบียนหรือ log in ข้อมูลการตั้งค่าหรือตัวเลือกที่ท่านเคยเลือกไว้บนเว็บไซต์ เช่น ภาษาที่แสดงบนเว็บไซต์ ที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า เพื่อให้ท่านสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องให้ข้อมูลหรือตั้งค่าใหม่ทุกครั้งที่ท่านเข้าใช้เว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้ประเภทนี้ ท่านอาจใช้งานเว็บไซต์ได้ไม่สะดวกและไม่เต็มประสิทธิภาพ
    Cookies Details

Save