
โรคกรดไหลย้อน อาการ ระดับความรุนแรง และการดูแลรักษา
รศ.พญ.กนกวรรณ ภิญโญพรพาณิชย์ อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหารและตับ
โรคกรดไหลย้อน นิยามได้แก่ ภาวะอันเกิดจากการมีสารจากกระเพาะอาหารย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารทำให้เกิดอาการรบกวน หรือมีผลต่อคุณภาพชีวิต และ/หรือ มีภาวะแทรกซ้อนจากสิ่งไหลย้อนดังกล่าวในผู้ที่เกิดภาวะนี้
อาการของโรคกรดไหลย้อน
อาการที่จำเพาะต่อโรคกรดไหลย้อน ได้แก่ อาการแสบร้อนยอดอก เรอเปรี้ยว เป็นอาการเด่น อาจมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังอาจพบอาการนอกหลอดอาหาร ได้แก่ ไอเรื้อรัง เสียงแหบ ฟันกร่อน กลืนอาหารติด อาการหอบหืด เป็นต้น
ระดับความรุนแรงของโรคกรดไหลย้อนตามอาการ
มีการจัดแบ่งความรุนแรงของอาการเป็น 2 ระดับความรุนแรง ได้แก่
- อาการน้อย ได้แก่ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง จำนวนครั้งน้อยกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์
- อาการปานกลางถึงรุนแรง ได้แก่ผู้ที่เกิดอาการรุนแรงที่รบกวนต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้องทางเดินอาหาร แล้วพบแผลในหลอดอาหาร
การดูแลรักษา การดูแลรักษาในผู้ป่วยทั่วไป ได้แก่ การปรับพฤติกรรม และการใช้ยารักษา
การปรับพฤติกรรม แนะนำการปรับพฤติกรรมในผู้ป่วยทุกรายทั้งผู้ที่อาการน้อย และอาการรุนแรง โดยให้ลดน้ำหนักในกรณีผู้ป่วยมีน้ำหนักมากเกินมาตรฐาน หรือในผู้ที่อาการกรดไหลย้อนกำเริบหลังน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หยุดสูบบุหรี่ หยุดดื่มสุรา สวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ได้แก่ กาแฟ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม อาหารรสเผ็ดหรือเปรี้ยว ซึ่งอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการนี้อาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย หากผู้ป่วยมีอาการขณะนอนหลับ แนะนำให้ยกหัวเตียงสูง และงดทานอาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
การใช้ยารักษา ยาที่ใช้รักษาหลักในโรคกรดไหลย้อน ได้แก่ ยาลดกรดและยายับยั้งการหลั่งกรด ซึ่งมีหลายกลุ่มดังต่อไปนี้
- ยาลดกรดในกลุ่ม antacids ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate), เกลือแมกนีเซียม (magnesium salts) และอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (aluminium hydroxide) หรือยากลุ่มแอลจิเนต (alginates) โดยยาในกลุ่ม antacids นี้ออกฤทธิ์เร็ว ภายใน 5-10 นาที ส่วนยาในกลุ่มแอลจิเนตออกฤทธิ์ภายใน 1 ชั่วโมง จึงใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการอย่างรวดเร็วได้
- ยายับยั้งการหลั่งกรดชนิด H2 receptor antagonists (H2RAs) แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงและใช้ในระยะสั้น เนื่องจากการใช้ระยะยาวยาในกลุ่มนี้จะเกิดความชินยารวดเร็ว tachyphylaxis หลังใช้ยา 2 สัปดาห์ จึงอาจทำให้การรักษาระยะยาวไม่ได้ประสิทธิภาพ
- ยายับยั้งการหลั่งกรด ได้แก่ ยาลดกรดชนิด Proton Pump Inhibitors (PPIs) หรือ ชนิด Potassium-Competitive Acid blockers (PCABs) แนะนำใช้เป็นยาหลักในการรักษาในผู้ที่มีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ หรือในผู้ที่ตรวจพบแผลในหลอดอาหาร โดยแนะนำให้ใช้ยาในขนาดมาตรฐานเป็นเวลา 4-8 สัปดาห์
แนวทางการใช้ยาตามความรุนแรงของอาการ
ในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง มีอาการน้อยกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่มีแผลในหลอดอาหาร แนะนำให้ใช้ยา antacid หรือ แอลจิเนตเมื่อมีอาการ หรือใช้ยาในกลุ่ม H2RAs, PPIs หรือ PCABs ระยะสั้น
ในผู้ที่มีอาการรุนแรงที่รบกวนต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยมีอาการอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ แนะนำให้ใช้ยาลดกรดชนิด PPIs หรือ PCABs เป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ และอาจใช้ยา antacid หรือแอลจิเนตเพิ่มเป็นครั้งคราวเพื่อบรรเทาอาการได้
ผู้ป่วยที่ได้รับการส่องกล้องทางเดินอาหาร แล้วพบแผลในหลอดอาหาร แนะนำให้ใช้ยา PPIs หรือ PCABs อย่างต่อเนื่อง โดยแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ถึงระยะเวลาการรักษา และอาจใช้ยา antacid หรือแอลจิเนตเพิ่มเป็นครั้งคราวเพื่อบรรเทาอาการได้
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกลืนอาหารติด กลืนเจ็บ กลืนลำบาก มีภาวะซีด ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด อาเจียนเรื้อรัง น้ำหนักลด หรือรับประทานยายับยั้งการหลั่งกรดต่อเนื่อง 4-8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร หรือการตรวจอื่นเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุอื่น ๆ
ในกรณีที่มีอาการรุนแรงมากไม่ตอบสนองต่อการรักษาอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งต้องเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสหสาขาวิชาต่อไป
เอกสารอ้างอิง
- Monthira Maneerattanaporn, Rapat Pittayanon, Tanisa Patcharatrakul, et al. Thailand guideline 2020 for medical management of gastroesophageal reflux disease. J Gastroenterol Hepatol. 2022;37(4):632-643.
- Hannah R Phillips, Amrit K Kamboj, Cadman L Leggett. Diagnosis and Management of Gastroesophageal Reflux Disease: A Concise Review for Clinicians. Mayo Clinic Proceedings. 2025; 100(5):882-889.
- Khean-Lee Goh, Yeong-Yeh Lee, Somchai Leelakusolvong, et al. Consensus statements and recommendations on the management of mild-to-moderate gastroesophageal reflux disease in the Southeast Asian region. JGH Open. 2021; 5:855-863.

