เฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดในเด็ก ที่กำลังทำพ่อแม่ว้าวุ่นกันไปหมด!
หน้าฝน หลายโรคร้ายรุมเร้าเด็ก ๆ ไม่แผ่วเลย!! นอกจากจะต้องระวัง ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่แล้ว แพทย์ยังเตือน! ให้ระวัง “เฮอร์แปงไจน่า” โรคติดเชื้อไวรัส (คล้ายกับโรคมือเท้าปาก) ที่กำลังระบาดในกลุ่มเด็กเล็กอยู่ ณ ขณะนี้! มาดูกันว่า “เฮอร์แปงไจน่า” เกิดจากอะไร มีอาการ และวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง พ่อแม่ผู้ปกครองห้ามพลาด!
รู้จักกับ เฮอร์แปงไจน่า โรคระบาดในหน้าฝน
โรคเฮอร์แปงไจน่า หรือ โรคตุ่มแผลในปากเด็ก เป็นโรคที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัส ในกลุ่มคอกซากีไวรัสกรุ๊ปเอ (Coxsackie viruses A sero type 1 – 10, 16 และ 22) และเอ็นเทอร์โรไวรัส ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับ โรคมือ เท้า ปาก (แต่เฮอร์แปงไจน่าจะมีแผลเฉพาะที่ปากเท่านั้น) มักระบาดในช่วงฤดูฝน
การป่วยเป็นโรคนี้แล้วครั้งหนึ่ง ก็จะทำให้มีภูมิคุ้มกัน และไม่เป็นโรคจากไวรัสสายพันธุ์เดิมนี้อีกตลอดชีวิต แต่ก็มีโอกาสเป็นซ้ำจากการติดไวรัสสายพันธุ์อื่น
ติดต่อกันได้อย่างไร และมักพบในวัยไหน?
โรคเฮอร์แปงไจน่าสามารถติดต่อได้ง่ายมาก ด้วยการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ไอจามใส่กัน เอามือเข้าปาก และจากอุจจาระของผู้ป่วย ผ่านทางระบบทางเดินหายใจ หรือทางเดินอาหาร สถานที่ที่ควรระวังการระบาดเป็นพิเศษ คือ โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นต้น เพราะมีเด็ก ๆ รวมกันจำนวนมาก
เฮอร์แปงไจน่า สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ แต่จะพบบ่อยในเด็กช่วงวัย 5-10 ปี เนื่องจากเด็กยังไม่มีภูมิต้านทานของเชื้อนี้ โดยเฉพาะเด็กอนุบาลถึงเด็กประถม มักเล่นของเล่น หยิบจับสิ่งของรวมกัน จึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
ระยะแพร่เชื้อ
ผู้ป่วยจะมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 4-14 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันแรกที่ติดเชื้อ ไปจนกว่าจะหายจากโรค คือ ประมาณ 1-2 สัปดาห์นับจากติดเชื้อ
วิธีสังเกตอาการของโรค เฮอร์แปงไจน่า

อาการเด่น
- หลังเด็กติดเชื้อประมาณ 2 วัน จะมีอาการตุ่มแดง หรือแผลเปื่อยขอบสีแดงบริเวณเพดานปาก และลำคอ มีขนาด 2-4 มิลลิเมตร ซึ่งส่วนใหญ่แผลหายภายใน 7 วัน
- แต่โรคนี้ไม่รุนแรง สามารถหายได้เองภายใน 7-10 วัน
อาการอื่น ๆ
- มีไข้เฉียบพลัน หรือมีไข้สูงกว่า 38.5-40 องศาเซลเซียส
- เจ็บคอขณะกลืนอาหาร
- ปวดหัว ปวดคอ
- ต่อมน้ำเหลืองในคอบวมโต
- น้ำลายไหลยืด อาเจียน (ในเด็กทารก)
- ปวดท้อง
- เบื่ออาหาร
- เด็กเล็กจะซึม งอแง
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ และอาการที่ควรพามาพบแพทย์ด่วน
โดยทั่วไปอาการต่าง ๆ จะดีขึ้น และหายได้ในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยเด็กบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ (แต่พบได้น้อย) เช่น
- สมองอักเสบ
- กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- ก้านสมองอักเสบ
พ่อแม่ ผู้ปกครอง จึงควรสังเกตอาการลูกหลานให้เป็น ถ้าเด็กมีอาการซึมลง อ่อนแรง อาเจียนมาก ทานไม่ได้ ชัก หอบเหนื่อย ควรรีบพาเด็กมาพบแพทย์อย่างเร่งด่วน
วิธีรักษาโรคเฮอร์แปงไจน่า
โรคนี้ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยตรง แต่จะใช้วิธีการรักษาไปตามอาการ เช่น กินยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ เพื่อบรรเทาไข้ และอาการเจ็บปวด ดังต่อไปนี้
การรักษาด้วยยา – ให้เด็กกิน ยาพาราเซตามอล เพื่อลดไข้ อาการปวด และไม่สบายตัว ไม่ต้องให้ยาต้านไวรัส หรือยาต้านจุลชีพ (ยาปฏิชีวนะ) ยกเว้นในรายการที่สงสัยว่ามีอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และห้ามใช้ยาแอสไพรินรักษาในเด็กและวัยรุ่น นอกจากนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดอาการปวดสำหรับช่องปากและลำคอ เช่น ยาลิโดเคน
การบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม – ดื่มน้ำมาก ๆ โดยเฉพาะนมเย็น น้ำเย็น หรือกินไอศกรีม เพื่อเพิ่มปริมาณของเหลวในร่างกาย ทดแทนของเหลวที่เสียไปจากการมีไข้ ส่วนเครื่องดื่มและผลไม้ที่ควรเลี่ยง ได้แก่ เครื่องดื่มร้อน และผลไม้ตระกูลส้ม เพราะอาจทำให้เจ็บแผลในปาก และคอมากขึ้น
การป้องกันโรคเฮอร์แปงไจน่า
- บอกลูกหมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่อยู่เสมอ หลังเล่นของเล่นร่วมกับเพื่อน
- ไม่เอามือสกปรกแคะ แปะ ป้ายหน้า หรือนำเข้าปาก
- ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่มีไข้หวัด หรือสงสัยว่าเป็นโรคติดต่อเฮอร์แปงไจน่า
- หากเด็กป่วยให้งดไปโรงเรียน 7 วัน
- ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย กินอาหารที่ถูกหลักอนามัย นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
นูโทรเพล็กซ์ โอลิโก พลัส
สั่งซื้อ NUTROPLEX OLIGO PLUS ได้ที่นี่
• แอดไลน์ ID : @nutroplexclub
• Inbox Facebook : https://www.facebook.com/nutroplexclub
หรือสั่งซื้อตามร้านขายยาชั้นนำ เช่น Boots, Health up, Fascino, P&F, Pure, Save Drug, D Chain, Tesco (แผนกร้านขายยา), Drug Core, I Care, Drug Square, Ameditec และทาง ออนไลน์ Konvy.com
อ้างอิง : 1. รพ. พญาไท 2. รพ. เวิลด์เมดิคอล 3. รพ. สมิติเวช 4. รพ. สินแพทย์



