เยื่อบุโพรงจมูก โดยเฉพาะบริเวณผนังจมูกส่วนล่าง

นพ.เปรม หวังเจริญ
โรคหวัด (common cold) เป็นการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจส่วนบนที่พบได้บ่อยและเกิดได้กับทุกคน เชื้อสามารถแพร่ผ่านละอองจากการไอ จาม หรือพูดคุย รวมถึงการสัมผัสน้ำมูกหรือน้ำลายที่ปนเปื้อนบนมือและสิ่งของ แล้วนำมือมาสัมผัสจมูก ปาก หรือดวงตา เมื่อได้รับเชื้อร่างกายจะตอบสนองด้วยการอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บคอ ระคายคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล และไอ บางคนอาจมีอาการปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ไข้ต่ำ หรือรู้สึกหนาวร่วมด้วย ความรุนแรงของอาการแตกต่างกันตามชนิดของเชื้อและภูมิคุ้มกันของแต่ละคน ทั้งนี้ โรคโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ก็อาจมีอาการคล้ายหวัดทั่วไปได้ จึงไม่สามารถแยกโรคจากอาการเพียงอย่างเดียวได้เสมอไป อาการหวัดมักเด่นในช่วง 2–3 วันแรกหลังเริ่มมีอาการ และค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 7–10 วัน แต่อาการไออาจอยู่นานกว่านั้น ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ก่อนมีอาการและระหว่างที่ป่วย โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับชนิดของไวรัส การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่นขณะป่วยช่วยลดการแพร่เชื้อได้ การรักษาหวัดส่วนใหญ่เป็นการดูแลตามอาการ เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำ และใช้ยาบรรเทาอาการตามความเหมาะสม
ผู้ป่วยบางรายอาจมีการอักเสบของจมูกและไซนัสต่อเนื่องหลังเป็นหวัด เรียกว่า “ไซนัสอักเสบเฉียบพลันหลังการติดเชื้อไวรัส” (acute post-viral rhinosinusitis) เมื่อเยื่อบุจมูกและไซนัสบวม การระบายมูกจะลดลง ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกข้น ปวดหน่วงบริเวณใบหน้า น้ำมูกไหลลงคอ หรือไอได้ โดยอาจสงสัยภาวะนี้เมื่ออาการไม่ดีขึ้นนานเกิน 10 วัน หรือมีอาการแย่ลงหลังวันที่ 5 ที่อาการดีขึ้นแล้วกลับแย่ลงอีกครั้ง ภาวะนี้ยังไม่จำเป็นต้องเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การรักษาอาจใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบ ร่วมกับการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อช่วยระบายเสมหะที่ค้างในโพรงไซนัส
ผู้ป่วยส่วนน้อยอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน แพทย์จะพิจารณาจากอาการหลายอย่างร่วมกัน เช่น ไข้สูง ปวดใบหน้ารุนแรงโดยเฉพาะข้างเดียว หรืออาการดีขึ้นแล้วกลับทรุดลงชัดเจน ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจได้รับประโยชน์จากยาปฏิชีวนะ ทั้งนี้ น้ำมูกสีเหลืองหรือเขียวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าติดเชื้อแบคทีเรียหรือจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะสีของน้ำมูกอาจเกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกันและกระบวนการอักเสบได้เช่นกัน หากมีอาการบวมแดงรอบดวงตา ตามัว เห็นภาพซ้อน ปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ หรือซึมลง ควรไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ส่วนไซนัสอักเสบเรื้อรัง (Chronic rhinosinusitis) เป็นภาวะที่มีการอักเสบของจมูกและไซนัสต่อเนื่องนานอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ผู้ป่วยมักมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลหรือน้ำมูกไหลลงคอ ร่วมกับการได้กลิ่นลดลง หรือปวดหน่วงใบหน้าอย่างยาวนาน ภาวะนี้แตกต่างจากไซนัสอักเสบเฉียบพลันที่เป็นซ้ำหลายครั้ง แต่หายเป็นปกติระหว่างแต่ละครั้ง การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจของแพทย์ โดยการส่องกล้องโพรงจมูก (Nasal endoscope) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ร่วมด้วย ไซนัสอักเสบเรื้อรังเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน การทำงานของเยื่อบุระบายเสมหะที่ไม่ดี และโครงสร้างของจมูกและไซนัส แต่ไม่ใช่การติดเชื้อเรื้อรังที่ไม่หาย ผู้ป่วยบางรายอาจมี “ริดสีดวงจมูก” (Nasal polyp) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเยื่อบุที่บวมจากการอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน การรักษาหลักคือการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์อย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ โดยมักต้องใช้ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน หากรักษาด้วยยาอย่างเหมาะสมแล้วยังควบคุมอาการไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อเปิดทางระบายของไซนัส (Endoscopic sinus surgery) และช่วยให้ยาเข้าถึงบริเวณที่อักเสบได้ดีขึ้น หลังผ่าตัดยังอาจต้องใช้ยาและติดตามการรักษาต่อเนื่องหากมีการอักเสบที่รุนแรง
อันนี้จะเป็นรูปที่แนะนำในการทำ diagram ใส่ในบทความครับ
แต่อาจจะต้องทำ graphic ใหม่เองแบบคร่าวๆ เพราะถ้าเอาไปใช้เลยอาจติดลิขสิทธิครับ พิจารณาได้ตามความเหมาะสมฮะ



