ภาวะครรภ์เป็นพิษ อาการอันตรายของคนท้อง

ภาวะครรภ์เป็นพิษ

ภาวะครรภ์เป็นพิษ เราอาจจะเคยได้ยินกันมาอยู่บ้าง ทั้งจากตามข่าว หรือคนรอบข้างที่เคยเจอภาวะนี้ ภาวะครรภ์เป็นพิษมีอาการอย่างไร อันตรายร้ายแรงแค่ไหน มีวิธีป้องกัน รักษาอย่างไร ลองมาทำความเข้าใจกันไว้ โดยเฉพาะแม่ ๆ ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่

ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclamsia) คือ ภาวะความดันโลหิตสูงที่ตรวจพบหลังตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อทั้งหญิงตั้งครรภ์ และ ลูกในครรภ์ได้

ภาวะครรภ์เป็นพิษ แบ่งเป็น 2 ชนิด ตามความรุนแรง

-  ภาวะครรภ์เป็นพิษระดับไม่รุนแรง (Mild preeclampsia) ถ้าไปตรวจ คุณหมอจะดูที่ระดับความดันโลหิต ถ้าความดันโลหิตสูงมากกว่า หรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปห่างกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง โดยที่ไม่ได้ทำลายอวัยวะสำคัญในร่างกาย จะยังถือเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษระดับไม่รุนแรง

-  ภาวะครรภ์เป็นพิษระดับรุนแรง (Severe preeclampsia) การที่มีภาวะความดันโลหิตสูงกว่า 160/110 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับอาการต่าง ๆ เช่น โปรตีนรั่วในปัสสาวะ ภาวะน้ำท่วมปอด ปวดหัวไม่หาย ปวดบริเวณลิ้นปี่ เกร็ดเลือดต่ำ น้ำคร่ำน้อย เป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการพัฒนาของรกที่ผิดปกติ หรืออาหารการกิน โภชนาการ การออกกำลังกาย ก็มีผลต่อภาวะความดันโลหิตสูง รวมทั้งไม่ได้ฝากครรภ์ ไม่ไปตรวจตามหมอนัดก็อาจเป็นสาเหตุของภาวะครรภ์เป็นพิษได้

ภาวะครรภ์เป็นพิษ

อันตรายของภาวะครรภ์เป็นพิษ ต่อแม่ท้อง

  • เสี่ยงต่ออาการชัก
  • เกิดภาวะโรคหลอดเลือดสมองอย่างฉับพลัน
  • เกิดภาวะ รกลอกตัวก่อนกำหนด
  • เกิดภาวะผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
  • เกิดกลุ่มอาการ HELLP คือ การแตกตัวของเม็ดเลือดแดงมีการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ตับ มีปริมาณเกล็ดเลือดลดลง
  • ในระยะยาว อาจส่งผลให้แม่ตั้งครรภ์เกิดความดันสูงเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจ

อันตรายของภาวะครรภ์เป็นพิษ ต่อทารกในครรภ์

  • น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย
  • ทารกเกิดภาวะขาดออกซิเจน หรือเสียชีวิตในครรภ์ได้
  • ในระยะยาว อาจส่งผลให้เด็กเกิดโรคปอดเรื้อรัง ความผิดปกติของจอประสาทตา พัฒนาการสติปัญญา

อาการของ ภาวะครรภ์เป็นพิษ 

  • ภาวะครรภ์เป็นพิษ สังเกตว่ามือและเท้าบวมมากในขณะตั้งครรภ์
  • ตรวจพบความดันโลหิตสูง คือสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
  • ตรวจพบมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
  • มีอาการปวดศีรษะมาก สายตาพร่ามัว
  • จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ จนถึงขั้นชักและหมดสติ
  • บวมที่ขา แขน หรือใบหน้า
  • มีน้ำหนักตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
  • หากมีเลือดออกในสมอง อาจทำให้เสียชีวิตได้
  • หากพบอาการดังกล่าวเหล่านี้ ควรรีบไปพบคุณหมอทันที

ภาวะครรภ์เป็นพิษ

ป้องกันภาวะครรภ์เป็นพิษได้อย่างไร

-  นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ระหว่างตั้งครรภ์ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้ได้ 6-8 ชั่วโมงในตอนกลางคืน และอาจจะงีบหลับอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงในช่วงกลางวัน

- งดอาหารเค็ม อาหารมัน และรับประทานโปรตีนเพิ่มขึ้น รวมถึงควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย วันละ 6-8 แก้ว

-  นอนตะแคงแทนนอนหงาย ท่านอนที่เหมาะสมสำหรับคนท้องคือท่านอนตะแคง เพราะการนอนหงายในช่วงที่อายุครรภ์เริ่มมากขึ้นอาจจะกดทับเส้นเลือด การนอนตะแคงจะช่วยลดการกดทับของหลอดเลือดใหญ่ การไหลเวียนดีขึ้น ทารกในครรภ์ได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้น และควรยกเท้าสูงเวลานั่งหรือนอน

-  ควบคุมอาหาร ในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ต้องเพิ่มน้ำหนัก หรือกินอาหารมากเกินไป แต่เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ และจำกัดแคลอรี่ให้พอเหมาะ ถ้าแม่ท้องที่ปกติน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นจากก่อนตั้งครรภ์วันละ 340-360 กิโลแคลอรีต่อวันในไตรมาสที่สอง และ 452 - 475 กิโลแคลอรีต่อวันในไตรมาสที่สาม

-  กินอาหารที่มีแคลเซียม อาหารที่มีแคลเซียม ควรได้รับอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม ช่วยลดความเสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ได้

-  นับลูกดิ้นอย่างสม่ำเสมอ การนับลูกดิ้น คุณหมอจะแนะนำให้ทำเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 20 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งการนับลูกดิ้นในแต่ละวัน จะช่วยให้แม่รู้ว่าลูกยังปกติอยู่ เพราะถ้าในหนึ่งวัน ลูกไม่ดิ้น อาจเกิดความผิดปกติกับลูก ต้องรีบไปหาหมอทันที

-  ฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ มาตรวจสม่ำเสมอ เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์ เพื่อให้คุณหมอตรวจเช็กสุขภาพ และไปหาหมอตามนัดทุกครั้ง กินยา หรือ วิตามินเสริมคนท้อง ตามที่หมอสั่งอย่าให้ขาด จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะครรภ์เป็นพิษได้

- แม่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องเตรียมตัว ก่อนตั้งครรภ์ควรปรึกษาคุณหมอก่อน เพื่อตรวจร่างกายดูความพร้อม และปรับยาให้เหมาะสม และอย่าลืมกินยาอย่างสม่ำเสมอ

"Expert ดีดี" ไอ หวัด ปวดท้อง อย่าปล่อยให้เรื้อรัง ปรึกษาฟรี คลิกเลย!

กดติดตาม GedGoodLife เพื่อสุขภาพดีดีทาง Facebook ได้ --> ที่นี่

ถาม-ตอบ
ปัญหาสุขภาพ