เยื่อบุโพรงจมูก โดยเฉพาะบริเวณผนังจมูกส่วนล่าง

นพ.เปรม หวังเจริญ
อาการคัดจมูกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป โดยส่วนใหญ่มักเกิดจาก เยื่อบุโพรงจมูก โดยเฉพาะบริเวณผนังจมูกส่วนล่าง (inferior turbinate) บวมขึ้น จากสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เช่น ภูมิแพ้ การระคายเคือง การติดเชื้อไวรัส หรือไซนัสอักเสบ เมื่อเยื่อบุจมูกบวม ช่องทางเดินหายใจจะแคบลง ทำให้หายใจทางจมูกได้ลำบากรบกวนการระบายของไซนัส การรับกลิ่นลดลง รวมถึงมีคุณภาพการนอนหลับหรือนอนกรน ในผู้ที่มี ผนังกั้นจมูกคด (deviated nasal septum) อยู่เดิม แม้เยื่อบุจมูกจะบวมเพียงเล็กน้อยก็อาจรู้สึกคัดแน่นได้มากกว่าคนทั่วไป การสังเกตอาการร่วมและสิ่งกระตุ้นจึงช่วยให้พอแยกสาเหตุเบื้องต้นได้ก่อนมาพบแพทย์
ไข้หวัดหรือการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจส่วนบน (acute viral nasopharyngitis หรือ common cold) เกิดจากไวรัสหลายชนิด นอกจากคัดจมูกและน้ำมูกแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว ไข้ต่ำ ๆ หรือรู้สึกไม่สบายตัว ในบางครั้งอาจมีอาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่หรือ COVID-19 ที่มีไข้สูงหรือปวดตัวรุนแรงได้หากผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ การรักษาหลักเป็นการรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ปวด หรือยาลดน้ำมูก โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (antibiotic) เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสและอาการส่วนใหญ่มักเริ่มดีขึ้นภายในประมาณ 3-5 วั
เมื่อไรจึงอาจเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลัน?
ในบางรายหลังจากเป็นหวัด เยื่อบุโพรงจมูกและไซนัสอาจอักเสบมากขึ้นมากจนกระทบการระบายของไซนัสและเกิด ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน (acute rhinosinusitis) อาการที่มักพบ ได้แก่ น้ำมูกเหนียวข้น แน่นหรือปวดบริเวณใบหน้า เสียงขึ้นจมูก เสมหะไหลลงคอ และการรับกลิ่นลดลง อาการนี้พบได้มากถึง 30% ของคนเป็นไข้หวัดซึ่งใช้เวลานานก่อนทุเลาลงในช่วง 2-3 สัปดาห์ การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและการใช้สเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูกอาจช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการได้รวดเร็วขึ้น สิ่งสำคัญคือ น้ำมูกสีเหลืองหรือเขียวไม่ได้หมายความว่าต้องติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป สีของน้ำมูกสามารถเปลี่ยนได้จากการคั่งของสารคัดหลั่งและเซลล์อักเสบ ควรสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรียมากขึ้น หากมีอาการ เช่น ไข้สูงร่วมกับอาการรุนแรง ปวดใบหน้าข้างเดียวชัดเจน หรืออาการที่เริ่มดีขึ้นแล้วกลับแย่ลงอีกครั้ง (double worsening) ซึ่งในสถานการณ์เหล่านี้ยาปฏิชีวนะจะมีประโยชน์กับการรักษาโรค
ภูมิแพ้จมูก (Allergic rhinitis)
ลักษณะเด่นของภูมิแพ้จมูกคือ น้ำมูกใส คันจมูก จาม และอาจมีอาการคันตาหรือน้ำตาไหลร่วมด้วย อาการมักเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็วหลังสัมผัสสิ่งกระตุ้น เช่น ไรฝุ่น เศษแมลงสาบ ขนสัตว์ หรือเกสรดอกไม้ หากมีประวัติอาการคันที่โดดเด่น มีโรคภูมิแพ้ในครอบครัว หรืออาการตอบสนองดีต่อยาแก้แพ้ชนิดที่ไม่ง่วง (second-generation antihistamine) ก็จะยิ่งสนับสนุนการวินิจฉัย
การรักษาหลัก ได้แก่ การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ การใช้ยาทานแก้แพ้ และในผู้ที่มีอาการคัดจมูกบ่อยหรือเป็นต่อเนื่อง อาจใช้ สเปรย์สเตียรอยด์พ่นจมูก (intranasal corticosteroid) ซึ่งเป็นยาหลักในการลดการอักเสบของเยื่อบุจมูก
โพรงจมูกอักเสบชนิดไม่ใช่ภูมิแพ้ (Non-allergic rhinitis)
ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีน้ำมูกและคัดจมูกคล้ายภูมิแพ้ แต่ข้อสังเกตที่สำคัญคือ มักไม่มีอาการคันจมูกหรือคันตาชัดเจน และมักไม่ตอบสนองต่อยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงมากนัก สิ่งกระตุ้นที่พบบ่อย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความชื้น กลิ่นหรือสารระเหย ฝุ่น ควันบุหรี่ และมลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5 การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การใส่หน้ากากในบริเวณที่มีฝุ่นหรือมลพิษ และการใช้สเปรย์พ่นจมูกเพื่อลดการอักเสบ สามารถช่วยควบคุมอาการได้ดี
ยาแก้แพ้ไม่ได้เหมาะกับน้ำมูกทุกชนิด
อีกเรื่องที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อนคือการใช้ยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงเวลาเป็นหวัด ยานี้ไม่สามารถรักษาน้ำมูกได้ทุกสาเหตุเนื่องจากยาจะออกฤทธิ์ต้านฮิสตามีน จึงได้ผลดีโดยเฉพาะกับ โรคภูมิแพ้ กลไกการสร้างน้ำมูกจากหวัด การระคายเคือง หรือไซนัสอักเสบไม่ได้เกิดจากกลไกชนิดเดียวกันจึงไม่ได้ผล แม้จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่น้อยมาก
กรณีของไข้หวัดที่เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ยาแก้แพ้ชนิดที่ก่อให้เกิดอาการง่วง จะมีฤทธิ์ลดสารคัดหลั่ง เช่น Chlorpheniramine (CPM) สามารถบรรเทาอาการน้ำมูกไหลได้มากกว่า ผลข้างเคียงเรื่องความง่วง และผลเรื่องคอแห้งนั้นมีผลกระทบในระยะสั้น ยาในกลุ่มนี้จึงเหมาะกับการใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต ช่วยให้กลับมาทำงานได้ตามปกติในระหว่างที่ร่างกายกำลังกำจัดเชื้อไวรัสและการอักเสบลดลง

