นักฆ่าแห่งหน้าหนาว “โนโรไวรัส” พร้อมรับมือกันแล้วหรือยัง?

โนโรไวรัส

เข้าสู่ปลายปี ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องของไวรัสวายร้ายยย เสียที... เมื่อต้นปีลูกรักก็เพิ่งเจอ "โรต้าไวรัส" ปลายปีรับหน้าหนาวยังต้องมาเจอกับมัจจุราช "โนโรไวรัส" อีกกก!! นี่มันยังไงกันนะ?!

ว่าแต่ไวรัสตัวนี้มันจะน่ากลัวแค่ไหน แล้วจะป้องกันลูกรักของเราจากไวรัสวร้าย ๆ นี้ได้อย่างไร... GedGoodLife มีคำตอบมาให้แล้ว

"โนโรไวรัส" มัจจุราชแห่งหน้าหนาว

โนโรไวรัส หรือ Norovirus เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ไวรัสชนิดนี้ระบาดได้ง่าย และรวดเร็วมาก โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายจากการทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน และการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีการปนเปื้อน เช่น จาน ช้อน หรือแม้กระทั่งการดูดนิ้วของเด็ก

มักพบระบาดในฤดูหนาว เนื่องจากติดต่อได้ง่ายในสภาพอากาศเย็น สามารถพบได้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่

จะรู้ได้ยังไงว่าเราติดเชื้อโนโรไวรัส หรือยัง??

เจ้าเชื้อร้ายนี้มันไม่ธรรมดา มันทั้งรวดเร็วและรุนแรง! แสดงอาการภายใน 12 - 48 ชั่วโมงหลังได้รับเชื้อ จึงมักถูกเข้าใจผิด คิดว่าเกิดจาก อาหารเป็นพิษ เนื่องจากมีอาการเบื้องต้นคล้ายกัน

โดยผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อ จะมีอาการพื้นฐานดังต่อไปนี้
• ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
• คลื่นไส้ อาเจียนค่อนข้างรุนแรง
ปวดท้อง หรือปวดเกร็งที่หน้าท้อง
• อาจมีไข้ต่ำร่วมด้วย บางรายมีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียส
• ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย

และหากลูกน้อยของคุณมีอาการรุนแรงต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยด่วน
• ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำจำนวนมาก มีมูกเลือดปน ไข้ขึ้นสูง ร่วมกับอาเจียน กินไม่ได้ จนเป็นสาเหตุของภาวะขาดน้ำปานกลางถึงรุนแรง
• ปัสสาวะออกน้อย ซึม กระสับกระส่าย ปลายมือปลายเท้าเย็น ชีพจรเร็วและเบา อาการเหล่านี้แสดงออกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด
• ปวดท้อง ร่วมกับกดเจ็บบริเวณ ช่องท้อง หรือ หน้าท้องแข็งตึง อาเจียนมีน้ำดีปน

การรักษาโรคติดเชื้อโนโรไวรัส

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโดยเฉพาะ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะค่อย ๆ มีอาการดีขึ้น และหายเป็นปกติได้เอง โดยปฎิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  • การตรวจเชื้อโนโรไวรัส จะทำโดยการเก็บตัวอย่างอุจจาระ เพื่อส่งตรวจพิเศษกับห้องปฏิบัติการ (ซึ่งสามารถทำได้ในบางโรงพยาบาลเท่านั้น เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาขจัดเชื้อนี้โดยเฉพาะ)
  • หากพบว่ามีการติดเชื้อโนโรไวรัส จะรักษาตามอาการเป็นหลัก และหากเด็กมีภูมิต้านทานที่ดี อาการก็จะดีขึ้น และหายได้เองภายใน 2-3 วัน
  • ระวังมิให้เด็กขาดน้ำ อาจทดแทนด้วยการให้ดื่มน้ำเกลือแร่ หรือให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดในกรณีที่อาการรุนแรง รวมทั้งให้ทานอาหารอ่อน ๆ ข้าวต้ม แกงจืด เป็นต้น และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด
  • รับประทานยาพาราเซตามอล แก้ปวด ลดไข้ และควรพักผ่อนให้มาก ๆ
  • หากอาการรุนแรงถึงขั้นถ่ายตลอดเวลา ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดภาวะช็อก ความดันโลหิตต่ำ และเสียชีวิตได้

การติดต่อของโรค

เชื้อโนโรไวรัส ติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่าย และเกิดขึ้นได้หลายทาง ซึ่งมักเกิดการติดต่อผ่านพฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้
• ทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโนโรไวรัสปนเปื้อนอยู่ พบบ่อยในน้ำดื่ม น้ำแข็ง ผักผลไม้สด หอยนางรม เป็นต้น
• สัมผัสกับสิ่งของที่มีเชื้อโนโรไวรัส แล้วเอานิ้วเข้าปาก เช่น ของเล่น หรืออุปกรณ์ต่างๆ ภายในโรงเรียน
• สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง

การป้องกัน

• ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้ง หลังเข้าห้องน้ำ และก่อนทานอาหาร
• เลือกทานอาหารที่สุก สะอาด สดใหม่
• ใช้ช้อนกลางเมื่อทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
• เลี่ยงการหยิบจับหรือทำอาหารให้ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะติดเชื้อ

"Expert ดีดี" ไอ หวัด ปวดท้อง อย่าปล่อยให้เรื้อรัง ปรึกษาฟรี คลิกเลย!

กด Like ติดตามบทความเพื่อสุขภาพดีดี ทางเฟซบุ๊ก GED GOOD LIFE ได้ ที่นี่

ถาม-ตอบ
ปัญหาสุขภาพ