เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน… อากาศเปลี่ยนบ่อย จะเสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้างนะ?

สภาพอากาศช่วงนี้เปลี่ยนเร็วมาก เดี๋ยวแดดออกจนร้อนระอุ พอสักพักฝนดันตกสะอย่างงั้น และเพราะ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยแบบนี้เอง ที่ทำให้ร่างกายล้มป่วยได้ง่ายมาก แต่ว่ามีโรคอะไรบ้างนะ ที่เสี่ยงป่วยในช่วง อากาศเปลี่ยน มาดูกันเลยดีกว่า

อากาศเปลี่ยน

1. ไข้หวัด (Flu)
อาการ
เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นกันได้บ่อยที่สุด เพราะมักจะเป็นๆ หายๆ ตลอดทั้งปี อาการของคน เป็นหวัด ไม่ร้ายแรง มีเพียงอาการไอ จาม มีน้ำมูก คัดจมูก น้ำมูกไหล อาจมีไข้หรือไม่มีก็ได้ มักหายได้เองใน 5- 7 วัน

วิธีรักษา
การ รักษาไข้หวัด จะเน้นการรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ แก้หวัดน้ำมูกไหล และดูแลให้ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำบ่อยๆ และรักษาความอบอุ่นของร่างกาย หากช่วงที่กินยา ไม่สามารถพักผ่อนได้ ควรเลือก ยาลดน้ำมูกไม่ง่วง

ทางป้องกัน
รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการพักผ่อนอย่างเพียงพอ รักษาความอบอุ่นของร่างกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกาย

2. ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
อาการ
อาการคล้ายไข้หวัด แต่รุนแรงกว่า เช่น ไข้สูงกว่า ปวดศีรษะรุนแรง คัดจมูกหายใจไม่ออก เจ็บคอ ไอ และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

วิธีรักษา
รักษาแบบเดียวกับไข้หวัด คือ ให้พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ อาจกินยาลดไข้ ยาแก้หวัด ยาลดน้ำมูก ยาคัดจมูก ยาลดอาการไอ ตามอาการ หากเป็นแล้วไม่ควรปล่อยจนลุกลาม เพราะหากมีอาการรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดอักเสบ จนเป็นสาเหตุทำให้อาการทรุด และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ทางป้องกัน
หนึ่งในวิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ คือ การฉีดวัคซีนป้องกัน แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ สามารถกลายพันธ์เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆ ได้ และการเป็นแต่ไข้หวัดใหญ่ละครั้ง จะเกิดจากเชื้อไวรัสเพียงหนึ่งสายพันธุ์ย่อยเท่านั้น ทำให้มีโอกาสเป็นซ้ำในสายพันธุ์อื่นได้

3. ท้องเสีย (Diarrhea)
อาการ
อาการที่พบได้บ่อย คือ ถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นน้ำเกิน 3 ครั้งขึ้นไป หรือถ่ายเป็นมูกปนเลือด อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เป็นตะคริวที่บริเวณหน้าท้อง ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อ่อนเพลีย รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว และมีไข้ หากผู้ป่วยเกิดภาวะขาดน้ำ มีอาการของโรคมากกว่า 2 วัน ปวดอย่างรุนแรงในช่องท้องหรือทวารหนัก มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือถ่ายอุจจาระมีเลือดหรือเป็นสีดำ ให้รีบไปพบแพทย์

วิธีรักษา
ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีการรักษาโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากคือ การดื่มน้ำมากๆ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป หรือดื่มน้ำชงผงน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส ในกรณีที่ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด จากการติดเชื้อปรสิตหรือแบคทีเรีย ไม่ควรกินยาหยุดท้องเสีย เนื่องจากจะเป็นการกักเก็บเชื้อโรคหรือของเสียไว้ในลำไส้ ทำให้หายช้าลงหรืออาการแย่ลงกว่าเดิม

ทางป้องกัน
การป้องกันอาการท้องเสีย สามารถทำได้ง่าย และทำได้หลายวิธี เช่น
• ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับกินอาหาร หรือสัมผัสกับอาหาร หลังการเข้าห้องน้ำ หรือจับสิ่งสกปรก
• หากไม่สามารถล้างมือได้ ควรใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค
• เลือกกินอาหารด้วยความระมัดระวัง เช่น กินอาหารสะอาด สดใหม่ ไม่กินผักผลไม้สดที่ล้างไม่สะอาด เนื้อสัตว์ดิบ และผลิตภัณฑ์ประเภทนม
• ไม่วางอาหารทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนานๆ เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
• ควรทำความสะอาดบริเวณที่ มีการเตรียมอาหารให้ถูกสุขลักษณะ รวมถึงต้องล้างมือให้สะอาดเมื่อเตรียมอาหาร
• เลือกดื่มน้ำที่สะอาดที่ถูกสุขลักษณะ

4. โรคปอดบวม (Pneumonia)
อาการ
อาการสำคัญของโรคปอดบวม คือ มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย มักมีอาการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น หรือ เป็นหวัด นำมาก่อน แล้วจึงตามมาด้วยอาการไอ และหายใจหอบ อาจมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ปวดท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ร่วมด้วย

วิธีรักษา
ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยได้รับเชื้อชนิดใด และอาการมีความรุนแรงระดับไหน มักรักษาตามอาการของผู้ป่วย ไปพร้อมๆ กับการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ที่จะทำให้อาการปอดบวมทรุดลงได้ หากเป็นปอดบวมที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน ในผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง และไม่มีอาการแทรกซ้อน

ทางป้องกัน
สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ สามารถป้องกันอาการปอดบวมได้โดย
• หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด
• หลีกเลี่ยงควันไฟ หรือควันบุหรี่
• ดูแลให้ความอบอุ่นร่างกายอยู่เสมอ
• รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเวลาที่อากาศเย็น
• รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่
• ฉีดวัคซีนป้องกันโรค
• ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้มีการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

5. ภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis)
อาการ
คนส่วนใหญ่มักคิดว่า เป็นหวัด และภูมิแพ้อากาศเป็นโรคเดียวกัน เพราะมีบางอาการที่คล้ายคลึงกัน แต่สาเหตุและการรักษาของสองโรคนี้แตกต่างกัน เมื่อรักษาผิดวิธี หรือกินยาผิดชนิด จึงทำให้อาการไม่ดีขึ้น เราสามารถแยกระหว่างหวัดกับภูมิแพ้อากาศได้โดย
• ภูมิแพ้อากาศ - จามติดต่อกัน มีน้ำมูกใสไหลตลอดเวลา คันตา จมูก และคอ ระยะอาการของโรคนาน และมีอาการเป็นประจำ
• หวัด – คัดจมูก น้ำมูกไหล โดยน้ำมูกมีสีเหลือง ไอตลอดวัน ระยะอาการของโรค 1-2 สัปดาห์ และเป็นโรคติดต่อ

วิธีรักษา
การรักษาภูมิแพ้อากาศ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ
- การกำจัด และหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้
- การดูแลรักษาสุขภาพตนเอง
- และการรักษาด้วยยากินและยาพ่นจมูก
โดยการดูแลรักษาสุขภาพตนเองจัดว่าเป็นวิธีที่สำคัญที่สุด การรักษาโรคแพ้อากาศก็เหมือนกับการ รักษาไข้หวัด คือ สามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นอีก ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

ทางป้องกัน
การป้องกันโรคภูมิแพ้อากาศ ต้องมีการติดตามดูแลอาการอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดูแลตนเอง และสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้อาการทุเลาลงมาก จนถึงไม่มีอาการเลย

เห็นรึยังว่า แค่ อากาศเปลี่ยน ก็มีหลายโรคมารอทำร้ายสุขภาพของคุณแล้ว เพราะฉะนั้น รีบรักษาร่างกายให้แข็งแรงเสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ว่าสภาพอากาศจะเปลี่ยนบ่อยอีกแค่ไหน ก็จะไม่มีอะไรมาทำให้คุณป่วยได้แน่นอน

"Expert ดีดี" ไอ หวัด ปวดท้อง อย่าปล่อยให้เรื้อรัง ปรึกษาฟรี คลิกเลย!

กด Like ติดตามบทความเพื่อสุขภาพดีดี ทางเฟซบุ๊ก GED GOOD LIFE ได้ ที่นี่

ถาม-ตอบ
ปัญหาสุขภาพ